
ประกันเงินฝากแบบตัวใครตัวมัน(Deposit Insurance : Living Without Safety Net.)
ในช่วงที่ผ่านมา ผมได้รับการสอบถามไม่น้อยเกี่ยวกับการแก้ไขระเบียบ พ.ร.บ.การคุ้มครองเงินฝากโดยรัฐบาล
ในช่วงที่ผ่านมา ผมได้รับการสอบถามไม่น้อยเกี่ยวกับการแก้ไขระเบียบ พ.ร.บ.การคุ้มครองเงินฝากโดยรัฐบาล
โดย..ธีระ ภู่ตระกูล CFP
เริ่มจากวันที่ 11 ส.ค. 2554 ถึงวันที่ 10 ส.ค. 2555 วงเงินคุ้มครองจะลดเหลือ 50 ล้านบาทต่อผู้ฝากต่อธนาคาร ซึ่งถือเป็นวงเงินคุ้มครองที่ครอบคลุมสำหรับพวกเราส่วนมาก สิ่งที่น่ากังวลคือ ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 2555 เป็นต้นไป ซึ่งอีกปีกว่าเท่านั้นเองวงเงินที่จะได้รับความคุ้มครองจากรัฐบาลจะลดเหลือเพียง 1 ล้านบาทเท่านั้น พูดตรงๆ คือ ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงจะมีปัญหา เพราะคนไทยส่วนมากไม่ได้รวย หากความจำผมถูกต้อง กลุ่มผู้ฝากเงินสูงสุดร้อยละ 5 มีเงินฝากเฉลี่ยคนละ 35 ล้านบาท ในเวลาเดียวกับที่กลุ่มผู้ฝากร้อยละ 95 ที่เหลือมีเงินฝากเฉลี่ยเพียง 2 แสนบาทต่อคน เพราะฉะนั้นการคุ้มครองเงินฝากในวงเงิน 1 ล้านบาท ก็ถือว่าเพียงพอและเหมาะสมสำหรับผู้ฝากส่วนมาก
อีกประเด็นคือ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคนรวยถึงจะเอาเงินมาฝากไว้กับธนาคารเป็นจำนวนมาก เพราะอัตราดอกเบี้ยจริง (Real Interest Rate) ที่ได้รับนั้นติดลบ เมื่อหักลบด้วยอัตราเงินเฟ้อ ผมเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ไม่ออมเงินไว้ในธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยต่ำ ผมพร้อมที่จะลงทุนในหลักทรัพย์ต่างๆ ที่จะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อในระยะยาว อย่างไรก็ตาม แต่ละคนมีปัจจัยที่ไม่เหมือนกัน เผอิญผมไม่มีหนี้ ผมมีกระแสเงินสดที่เป็นบวก และผมก็สามารถที่จะลงทุนในระยะยาวได้ ปัจจัยของแต่ละคนจะแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นคุณควรจะจัดสัดส่วนของพอร์ตให้เหมาะสมกับตนเอง
ผมต้องยอมรับว่า ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงนี้มีความสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดูที่วิธีการคุ้มครองที่จะนำไปใช้ ถ้าคุณมีบัญชีเงินฝากในหลายสาขาของธนาคารเดียวกันจะถือเป็นหนึ่งบัญชี ถึงแม้ว่าคู่สมรสจะได้รับการคุ้มครองแยกกันในรูปแบบต่อบุคคลและต่อบัญชีในวงเงิน 1 ล้านบาท แต่ในกรณีที่มีบัญชีคู่ (Joint Account) วงเงินคุ้มครองจะไม่ถูกแยกออก ซึ่งหมายความว่าผู้ฝากเงินอาจต้องทำการบริหารเงินฝากให้ครอบคลุมหลายสถาบัน
ที่ผ่านมา ความคิดทั้งหมดของการประกันเงินฝากได้รับการถกเถียงกันมานานพอสมควร โดยบางคนมีความเห็นว่า การได้รับความคุ้มครองจากรัฐบาลจะทำให้ธนาคารได้รับความคุ้มครองจากความเสี่ยง และอาจนำไปสู่ภาวะของธนาคารที่ “ใหญ่เกินไปที่จะล้ม” เมื่อรัฐบาลยอมรับความเสี่ยงในอัตราที่สูงขึ้น โดยมีนโยบายการคุ้มครองเงินฝากหรือช่วยกู้ธนาคารในช่วงวิกฤตอาจจะทำให้ธนาคารแสดงความรับผิดชอบน้อยลง เนื่องจากความเสี่ยงของธนาคารได้รับการถ่ายโอนไปให้ผู้เสียภาษีเป็นผู้รับผิดชอบแทน
ในส่วนตัว ผมไม่เห็นด้วยที่จะต้องใช้เงินของผู้เสียภาษีในการกอบกู้ธนาคารที่ไม่มีความรับผิดชอบ แต่น่าเสียดายที่โดยส่วนใหญ่มักจะมีการเมืองเข้ามาแทรกแซง โดยเฉพาะในกรณีที่รัฐบาลมักจะเข้าไปแทรกแซงหากเริ่มมีวิกฤตทางการเงินของธนาคารต่างๆ เพื่อคงความน่าเชื่อถือด้านเศรษฐกิจโดยรวม ผมคิดว่าประเทศไทยได้ดำเนินนโยบายที่ถูกต้องในการกู้วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 โดยรัฐบาลมีนโยบายที่จะใช้เงินผู้ถือหุ้นของธนาคารให้หมดสิ้นลงทั้งหมดก่อนที่จะใช้เงินสาธารณะในการปกป้องเงินของผู้ฝาก
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว นักลงทุนจะต้องศึกษาความคล่องตัวของสถาบันการเงินต่างๆ ที่ประสงค์จะนำเงินไปฝาก และความเป็นไปได้ที่สถาบันนั้นๆ จะล้ม สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำง่ายๆ และจะต้องศึกษาเป็นกรณีๆ ไปสักระยะ วิธีดำเนินการที่จะอาจจะสามารถนำไปใช้ในสถานการณ์ที่กำลังเปลี่ยนแปลง พร้อมกับประเด็นต่างๆ ที่ต้องคำนึงถึงมีดังนี้
ประการแรก จะต้องดูภาพใหญ่ของมูลค่าสุทธิของสินทรัพย์ของคุณ หากคุณมีกระแสเงินสดในแดนบวกอย่างต่อเนื่อง และมีหนี้ไม่มากเกินไป คุณก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องถือเงินสดเป็นจำนวนมาก กฎที่คุณต้องจำไว้คือ คุณควรจะมีเงินสดฝากไว้ในธนาคารเท่ากับค่าใช้จ่ายประมาณ 6 เดือนของคุณ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ส่วนตัวของคุณ การลงทุนระยะยาวในพันธบัตรรัฐบาลมีความเสี่ยงด้านเครดิตพอๆ กับการคุ้มครองเงินฝาก ในทางกลับกัน คุณอาจเพิ่มความเสี่ยงในส่วนของสินทรัพย์สภาพคล่องของคุณ โดยการลงทุนในกองทุนรวมพันธบัตรระยะสั้นก็ได้
ประการที่สอง คุณต้องทำการบ้าน คุณควรจะเรียนรู้จากประสบการณ์ของวิกฤตเศรษฐกิจในเอเชียเมื่อปี 2540 และวิกฤตซับไพรม์เมื่อปี 2551ไม่มีธนาคารใดใหญ่เกินไปที่จะล้ม โลกเราได้เปลี่ยนไปแล้ว และความเสี่ยงของระบบก็มีเพิ่มมากขึ้นไม่ได้ลดน้อยลง และจากกรณีวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐ ก็ชี้ให้เห็นว่าไม่เพียงแต่ธนาคารเท่านั้น แต่รัฐบาลก็สามารถล้มละลายได้เช่นกัน ในการทำการบ้าน คนส่วนใหญ่มักจะมองว่าธนาคารเล็กมีความเสี่ยงมากกว่าธนาคารที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นในทุกกรณี คุณควรจะศึกษารายงานการเงินของธนาคาร ราคาหุ้น และการจัดลำดับเครดิตของธนาคารดังกล่าวเพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจ คุณควรจะกระจายเงินฝากของคุณให้ครอบคลุมธนาคารหลายๆ แห่ง เพื่อเป็นการลดอัตราความเสี่ยงโดยรวม และเพื่อลดอัตราความเสี่ยงที่คุณจะมีกับธนาคารใดธนาคารหนึ่ง (จำไว้ว่า จะต้องฝากเงินไว้กับหลายธนาคารธนาคารเดียวกัน แต่หลายสาขาไม่นับ) โดยฝากเงินให้น้อยกว่า 1 ล้านบาทในแต่ละธนาคาร
ประการที่สาม คุณอาจเลือกที่จะแบ่งเงินบางส่วนไปฝากไว้ที่ธนาคารในต่างประเทศ แทนที่จะเก็บเงินสดทั้งหมดไว้ในประเทศไทย เนื่องจากประเทศตะวันตกมักจะมีการคุ้มครองเงินฝากที่สูงกว่าธนาคารในประเทศไทย หน่วยงานคุ้มครองเงินฝากของสหรัฐ (Federal Deposit Insurance Corporation FDIC) จะคุ้มครองเงินฝากถึง 2.5 แสนเหรียญสหรัฐ (หรือเท่ากับ 7.5 ล้านบาท) ต่อธนาคาร
สุดท้าย หากคุณมีเงินลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมากกว่า 1 ล้านบาท หรือหลายล้านบาท คุณควรจะติดตามและตรวจสอบผู้จัดการกองทุนอย่างรอบคอบ อีกทางเลือกหนึ่งคือใช้บริการมืออาชีพด้านการบริหารกองทุนส่วนบุคคล ปัจจัยสำคัญคือ คุณควรจะมองความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในแง่บวก และตอบสนองการเปลี่ยนแปลงโดยการบริหารเงินอย่างมีประสิทธิภาพในปัจจุบันและอนาคต







