posttoday
ไทยเสียเปรียบทุกประตู! วิกฤตเงินไหลออกนอกประเทศกับแพลตฟอร์มข้ามชาติ

ไทยเสียเปรียบทุกประตู! วิกฤตเงินไหลออกนอกประเทศกับแพลตฟอร์มข้ามชาติ

09 กรกฎาคม 2569

ฟู้ดเดลิเวอรี่และอีคอมเมิร์ซที่ผูกขาดตลาด ขูดรีดค่า GP บีบ SME ไทยจนมุม ซ้ำเติมด้วยช่องโหว่ภาษีและคลื่นสินค้าราคาถูกจากจีน

KEY

POINTS

  • แพลตฟอร์มข้ามชาติกวาดรายได้อื้อซ่ากว่า 1.6 แสนล้านบาท ขณะที่ SME ไทยต้องแบกรับค่า GP และต้นทุนแฝงรวมเฉียด 40% จนเหลือกำไรสุทธิเพียง 2.3% สู่ภาวะ "ยิ่งขายยิ่งเจ๊ง"
  • แพลตฟอร์มต่างชาติอาศัยช่องโหว่ เลี่ยงภาษีนิติบุคคล เงินทุนไหลออกจากไทยสูงถึงไตรมาสละ 3-4 พันล้านดอลลาร์
  • กลยุทธ์หั่นราคาตรงจากโรงงานจีนดันให้โรงงานไทยปิดตัวกว่า 111 แห่งต่อเดือน แม้รัฐเก็บภาษีนำเข้าตั้งแต่บาทแรกตั้งแต่ ม.ค. 69 แต่ยังต้องระวังเกมยาวที่กลุ่มทุนจีนพร้อมยอมเฉือนเนื้อทุ่มตลาดเพื่อผูกขาดในท้ายที่สุด

ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะเงินทุนไหลออกมหาศาลผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างชาติ ทั้งฟู้ดเดลิเวอรี อีคอมเมิร์ซ และบริการสตรีมมิง สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนแค่พฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความสะดวกสบาย แต่กำลังก่อตัวเป็นวิกฤตที่ค่อยๆ กัดกร่อนความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติในระยะยาว

 

การพึ่งพาแพลตฟอร์มข้ามชาติแทบทุกมิติของการใช้ชีวิต ทำให้เม็ดเงินสะพัดออกนอกประเทศปีละนับแสนล้านบาท ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า โดยเฉพาะช่วงหลังวิกฤตโควิด-19 มีกระแสเงินทุนไหลออกพุ่งสูงถึง 3,000-4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อไตรมาส และเกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 ปี

 

แม้จะมีการประเมินว่าตัวเลขดังกล่าวอาจเป็นผลมาจากการค้าทองคำนอกระบบ แต่นักเศรษฐศาสตร์กลับชี้ว่า ต้นตอที่แท้จริงคือธุรกรรมการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน และการดึงกำไรกลับประเทศต้นทางของกลุ่มแพลตฟอร์มต่างชาติ ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกรรมใหม่ที่มักหลุดรอดเรดาร์การตรวจสอบแบบดั้งเดิมของแบงก์ชาติไปได้

 

ไทยเสียเปรียบทุกประตู! วิกฤตเงินไหลออกนอกประเทศกับแพลตฟอร์มข้ามชาติ

 

โครงสร้างค่า GP  สูบเงินจากปากท้องคนไทยสู่กลุ่มทุนข้ามชาติ

 

กลไกหลักที่แพลตฟอร์มต่างชาติใช้ดึงเม็ดเงินออกจากระบบเศรษฐกิจไทย คือการเรียกเก็บส่วนแบ่งยอดขาย หรือค่า GP (Gross Profit) จากร้านอาหารและผู้ค้าออนไลน์

 

ในช่วงแรก แพลตฟอร์มเหล่านี้มักใช้กลยุทธ์แบบ "Cash Burn” ยอมขาดทุนมหาศาลเพื่อดึงดูดผู้ใช้งานให้ได้มากที่สุด แต่เมื่อสามารถสกัดคู่แข่งจนครองตลาดได้เบ็ดเสร็จ การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเพื่อถอนทุนคืนจึงตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งภาระทั้งหมดล้วนตกหนักอยู่กับผู้ประกอบการรายย่อยของไทย

 

ปัจจุบัน แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีและอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ เรียกเก็บค่า GP สูงถึง 30-35% ของยอดขาย ซึ่งเป็นเพียง "ต้นทุนทางตรง" เท่านั้น พ่อค้าแม่ค้ายังต้องแบกรับ "ต้นทุนแฝง" อีกหลายระลอก ทั้งค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม (Payment Fee) และที่หนักที่สุดคือ "ค่าโฆษณา" (Advertising Fee) ที่แทบจะกลายเป็นรายจ่ายไฟต์บังคับเพื่อดันร้านค้าของตนให้อยู่ในจุดที่ลูกค้ามองเห็นเป็นอันดับแรก ๆ

 

เมื่อรวมสารพัดค่าใช้จ่าย ร้านค้าไทยอาจต้องแบกรับค่าธรรมเนียมสูงทะลุ 40% ของยอดขาย ซ้ำร้ายแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างชาติยังขยันปรับขึ้นค่าธรรมเนียมแทบทุกไตรมาส

 

สถิติในปี 2568 สะท้อนภาพที่ชัดเจน แพลตฟอร์มต่างชาติ 3 รายใหญ่ กวาดรายได้จากตลาดไทยไปกว่า 1.6 แสนล้านบาท พร้อมฟันกำไรสุทธิสูงถึง 7,304 ล้านบาท สวนทางกับ SME ไทยที่กำลังเผชิญวิกฤต "ยิ่งขายยิ่งเจ๊ง" เพราะต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงที่พุ่งสูง จนอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยหดตัวเหลือเพียง 2.3%

 

เม็ดเงินมหาศาลที่ควรจะได้หมุนเวียนสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจชุมชน กลับไหลออกนอกประเทศตรงสู่กระเป๋าบริษัทแม่ ทิ้งไว้เพียงภาระและความเหนื่อยยากให้ผู้ประกอบการไทยต้องรับมือ

 

ไทยเสียเปรียบทุกประตู! วิกฤตเงินไหลออกนอกประเทศกับแพลตฟอร์มข้ามชาติ

ช่องโหว่ทางกฎหมายและวิกฤตเก็บภาษีแพลตฟอร์ม

 

โครงสร้างระบบภาษีแบบเดิมที่ยึดติดกับพรมแดนประเทศ ทำให้ล้าหลังและไม่สามารถรับมือกับธุรกิจดิจิทัลไร้พรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

แม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะพยายามอุดช่องโหว่ด้วยการบังคับใช้กฎหมายภาษี e-Service เพื่อจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% จากแพลตฟอร์มต่างชาติที่มีรายได้ในไทยเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ซึ่งช่วง 6 เดือนแรกดูเหมือนจะประสบความสำเร็จเพราะสามารถเก็บภาษีได้กว่า 4,261 ล้านบาท 

 

แต่ในความเป็นจริงแล้ว VAT เป็นเพียง "ภาษีทางอ้อม" แพลตฟอร์มข้ามชาติจึงเลือกที่จะผลักภาระด้วยการนำไปบวกเพิ่มซ่อนไว้ในโครงสร้างราคาและค่าธรรมเนียม ท้ายที่สุด ผู้ที่ต้องแบกรับต้นทุนดังกล่าวจึงหนีไม่พ้นผู้บริโภคและร้านค้ารายย่อยชาวไทยอยู่ดี

 

แต่ความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่แท้จริงคือ การที่รัฐไม่สามารถจัดเก็บ "ภาษีเงินได้นิติบุคคล" จากบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติเหล่านี้ได้เลย เนื่องจากเงื่อนไขตามกฎหมายภาษีระหว่างประเทศระบุว่า บริษัทต่างชาติจะเสียภาษีเงินได้ก็ต่อเมื่อมี "สถานประกอบการถาวร" ในไทย เช่น มีสาขาหรือพนักงานที่ทำหน้าที่สร้างรายได้โดยตรง

 

ทำให้แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่เหล่านี้สามารถให้บริการและกวาดรายได้จากคนไทยนับสิบล้านคนโดยไม่ต้องจดทะเบียนตั้งบริษัทเต็มรูปแบบ หรือต่อให้มีการตั้งสาขาในไทย ก็มักจะจดทะเบียนเป็นเพียงบริษัทให้คำปรึกษาทางการตลาดเท่านั้น 

 

จากนั้นจึงอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายด้วยเทคนิคการโยกย้ายกำไร (BEPS) กลับไปยังประเทศที่เป็นแหล่งพักพิงทางภาษี (Tax Havens) ซึ่งนอกจากจะทำให้ประเทศสูญเสียรายได้มหาศาลแล้ว ยังเป็นการสร้างความได้เปรียบเหนือแพลตฟอร์มสัญชาติไทยที่ต้องจ่ายภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยอีกด้วย

 

ไทยเสียเปรียบทุกประตู! วิกฤตเงินไหลออกนอกประเทศกับแพลตฟอร์มข้ามชาติ

 

ทุนต่างชาติถล่มตลาด อวสาน SME ไทย

 

ปัจจุบัน อีคอมเมิร์ซไม่ได้เป็นเพียงหน้าร้านออนไลน์ แต่ขยับบทบาทเป็น "เส้นทางสายตรง" ที่เชื่อมโรงงานจีนสู่ผู้บริโภคชาวไทย เมื่อผนวกกับภาวะสินค้าล้นตลาดในจีน จึงลุกลามเป็นวิกฤต "China Shock 2.0" ที่กำลังสั่นคลอนรากฐานภาคการผลิตของไทยอย่างรุนแรง

 

แพลตฟอร์มอย่าง Temu, Shein และ TikTok Shop เดินหน้ารุกตลาดด้วยกลยุทธ์ดัมพ์ราคาอย่างดุเดือด โดยเฉพาะ Temu ที่ใช้โมเดลขายสินค้าไร้แบรนด์ส่งตรงจากโรงงานถึงมือผู้ซื้อ พร้อมกระตุ้นยอดด้วยระบบรวมกลุ่มกันซื้อ (Group Buying) เพื่อกดราคาให้ต่ำที่สุด ตัดวงจรพ่อค้าคนกลางออกไป ส่งผลให้สินค้าจีนทะลักเข้าไทยด้วยราคาที่ถูกกว่าต้นทุนโรงงานไทย

 

ผลที่ตามมาคือ SME ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันโดยสิ้นเชิง ข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผยว่า ครึ่งแรกของปี 2567 โรงงานไทยทยอยปิดตัวถึง 667 แห่ง เฉลี่ย 111 แห่งต่อเดือน กระทบแรงงานและห่วงโซ่อุปทานมหาศาล หากไม่มีการแก้ไข ไทยอาจเสี่ยงสูญเสียสถานะ "ผู้ผลิต" และกลายเป็นเพียง "ผู้บริโภค" ที่ต้องพึ่งพาสินค้าจากต่างชาติอย่างสมบูรณ์ 

 

ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งมาจากช่องโหว่ของนโยบายยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาเข้า สำหรับสินค้านำเข้าที่มีราคาไม่เกิน 1,500 บาท โดยข้อมูลจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ชี้ให้เห็นว่า แม้สินค้ากลุ่มนี้จะมีมูลค่าต่อชิ้นไม่สูง แต่มียอดสั่งซื้อทะลักเข้ามาในปริมาณมหาศาล โดยอาศัยความได้เปรียบจากเส้นทางโลจิสติกส์ จีน-ลาว-ไทย ที่รวดเร็วและต้นทุนต่ำ จนสามารถชิงส่วนแบ่งตลาดไปแล้วถึง 5% ของยอดขายออนไลน์ทั้งหมดในไทย 

 

แม้รัฐบาลจะเดินหน้าปิดช่องโหว่ทางภาษี ด้วยการยกเลิกข้อยกเว้นดังกล่าวไปตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 สินค้าออนไลน์นำเข้าทุกชิ้นจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% และอากรขาเข้าตั้งแต่บาทแรก ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ให้รัฐถึง 3,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมทั้งบังคับให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ต้องเชื่อมโยงข้อมูลสินค้ากับกรมศุลกากรโดยตรง

 

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่ามาตรการทางภาษีนี้อาจยังไม่เพียงพอ เนื่องจากกลุ่มทุนจีนที่มีสายป่านยาวอาจเลือกใช้กลยุทธ์รับภาระภาษีไว้เองเพื่อดัมพ์ราคา หวังบีบผู้ประกอบการ SME ไทยให้ออกจากตลาด ก่อนจะผูกขาดการค้าและฉวยโอกาสปรับราคาขึ้นในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2026 เหลือ 3% เตือนสงคราม-การค้า-ฟองสบู่ AI กดดัน

IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2026 เหลือ 3% เตือนสงคราม-การค้า-ฟองสบู่ AI กดดัน