
77 คนถูกฟ้องศาลฎีกา แต่ใครหายไปจากสำนวนคดีฮั้ว สว.
เวที “โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศไทย” ไล่รอยมติ กกต. จาก 229 ผู้ถูกกล่าวหา เหลือ 77 คน ก่อนตั้งคำถามถึงเส้นเงิน โพย และบุคคลที่ไม่ถูกดำเนินคดี
KEY
POINTS
- กกต. มีมติฟ้อง 77 คนในคดีฮั้วเลือก สว. แต่เกิดข้อกังขาว่าเหตุใดจึงไม่ดำเนินคดีกับผู้ที่อาจเป็น "ตัวการใหญ่" หรือต้นตอของเงิน โดยผู้ถูกฟ้องส่วนใหญ่เป็นเพียงระดับผู้ปฏิบัติการ
- มติ กกต. 5 ต่อ 2 ที่ไม่ฟ้องแกนนำพรรคภูมิใจไทยถูกตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจาก กกต. 4 ใน 5 เสียงข้างมาก ได้รับเลือกจากวุฒิสภาชุดที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง
- การตรวจสอบเส้นทางการเงินถูกวิจารณ์ว่าไม่ถึงต้นตอ โดยมีการดำเนินคดีกับผู้รับเงินและผู้ประสานงาน แต่กลับไม่เอาผิดบุคคลที่ถูกระบุว่าเป็นแหล่งที่มาของเงินทุน
มติคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ในคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้จบคำถาม แต่กลับเปิดคำถามใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม
จากผู้ถูกกล่าวหา 229 คน กกต. มีมติดำเนินคดีอาญา 77 คน ในจำนวนนี้เป็น สว. ปัจจุบัน 26 คน
ตัวเลข 77 จึงกลายเป็นจุดตั้งต้นของเวทีเสวนา “โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศไทย” ซึ่งรวมฝ่ายตรวจสอบจากภาคประชาชน นักการเมือง สมาชิกวุฒิสภา และนักวิชาการ
คำถามหลักไม่ใช่เพียงว่า 77 คนนี้ทำอะไร
แต่คือ ใครหายไปจากสำนวน
วงเสวนา ที่โรงแรมแบงค็อก มิดทาวน์ ราชเทวี กรุงเทพฯ สมัชชาสภาเที่ยงธรรม ร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อการปฏิรูปสภานิติบัญญัติ และ สว. สำรอง ในหัวข้อ “โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ” เมื่อ 19 กันยายน 2569 ตั้งข้อสังเกตว่า บุคคลที่ กกต. ดำเนินคดีจำนวนหนึ่งอยู่ในระดับผู้รับเงิน ผู้ประสานงาน หรือผู้ปฏิบัติ ขณะที่บุคคลซึ่งถูกกล่าวถึงว่าอาจอยู่เหนือขึ้นไปในสายบังคับบัญชา ทางการเมือง หรือเส้นทางเงินกลับไม่ถูกดำเนินคดี
ผู้ร่วมเสวนาบางคนจึงใช้คำว่า “ฆ่าตัดตอน” เพื่อวิจารณ์ผลการพิจารณาของ กกต. โดยสว.นันทนา นันาโรภาสระบุ
คำนี้เป็นข้อวิจารณ์จากเวที ไม่ใช่ข้อยุติทางกฎหมาย แต่สะท้อนโจทย์สำคัญของคดีว่า กกต. ตรวจสอบถึงปลายสุดของเครือข่ายแล้วหรือยัง
จาก 229 เหลือ 77 แต่ดุลอำนาจยังไม่เปลี่ยน
ผู้ร่วมเสวนาชี้ว่า แม้ กกต. จะดำเนินคดีกับ สว. ปัจจุบัน 26 คน แต่จำนวนดังกล่าวยังไม่ทำให้ดุลเสียงในวุฒิสภาเปลี่ยนทันที
ในมุมของฝ่ายวิจารณ์ กลุ่มที่เรียกว่า “สว. สีน้ำเงิน” ยังรักษาฐานเสียงมากกว่า 150 เสียงไว้ได้
ขณะเดียวกัน มติของ กกต. ที่ไม่ดำเนินคดีในข้อกล่าวหาที่เชื่อมไปถึงแกนนำพรรค กรรมการบริหารพรรค ส.ส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยังทำให้คดีไม่เดินไปสู่เส้นทางที่อาจกระทบพรรคการเมือง
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เวทีไม่ได้มองเฉพาะจำนวนคนถูกดำเนินคดี แต่ย้อนถามถึง โครงสร้างของคนที่ไม่ถูกดำเนินคดี
ปม 5 ต่อ 2 ใครควรถอนตัวหรือไม่
อีกจุดที่ถูกขยายคือมติ กกต. 5 ต่อ 2 ในส่วนที่ไม่ดำเนินคดีกับแกนนำพรรคภูมิใจไทยและนายอนุทิน ชาญวีรกูล
ผู้ร่วมเสวนาระบุว่า ใน กกต. 5 คนที่ลงความเห็นดังกล่าว มี 4 คนซึ่งได้รับเลือกผ่านวุฒิสภาชุดที่ถูกเรียกว่า “สว. สีน้ำเงิน”
จากข้อเท็จจริงนี้ ผู้ร่วมเสวนาจึงตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนว่า กกต. ทั้ง 4 คนควรมีส่วนวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวพันกับวุฒิสภาชุดดังกล่าวหรือไม่
เวทียังตั้งข้อสังเกตต่อว่า หากไม่นับเสียงของ กกต. 4 คนนี้ กกต. อีก 3 คนมีความเห็นไปในทางดำเนินคดี
อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตดังกล่าวยังเป็นข้อโต้แย้งจากฝ่ายตรวจสอบ ไม่ใช่คำวินิจฉัยว่ากรรมการทั้ง 4 คนมีผลประโยชน์ทับซ้อนตามกฎหมาย
แต่ข้อถกเถียงนี้ทำให้มติ 5 ต่อ 2 ไม่ได้ถูกตั้งคำถามเฉพาะเรื่อง “ผล” ของมติ หากยังลามไปถึงคำถามเรื่อง ผู้ลงมติ
เงิน 38,000 บาท ไหลผ่านใครบ้าง
หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกหยิบขึ้นมาตั้งคำถามมากที่สุด คือ เส้นทางเงิน 38,000 บาทในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จาก iLaw นำเสนอข้อมูลว่า ว่า เงินก้อนดังกล่าวเริ่มจากนักการเมืองรายหนึ่ง ก่อนโอนไปยังบุคลากรในพรรค จากนั้นส่งต่อไปยังผู้ช่วยนักการเมือง และกระจายต่อถึงผู้สมัคร สว. หลายราย
พยานในสำนวนยังให้ข้อมูลว่า ระหว่างการส่งต่อเงินมีการกำชับให้ผู้รับ “ช่วยนายหัวด้วย”
ประเด็นที่ฝ่ายตรวจสอบตั้งคำถามคือ กกต. เห็นว่าบุคคลในช่วงกลางและปลายของเส้นทางเงินมีมูลเพียงพอให้ดำเนินคดี แต่กลับไม่ดำเนินคดีกับบุคคลซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้โอนเงินตั้งแต่ต้นทาง
คำถามจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงว่า “มีเส้นเงินหรือไม่”
แต่ขยับไปถึงว่า หาก กกต. ยอมรับว่าเงินถูกส่งต่อเป็นทอด ๆ และดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องในบางช่วงแล้ว เหตุใดการพิจารณาจึงไม่ย้อนกลับไปตรวจสอบต้นทางของเงินด้วยมาตรฐานเดียวกัน
จุดนี้ทำให้ตัวเลข 77 คน มีความหมายมากกว่าจำนวนผู้ถูกดำเนินคดี เพราะรายชื่อของคนที่อยู่ในสำนวน ย่อมทำให้เกิดคำถามควบคู่กันว่า ใครบ้างที่ไม่อยู่ในสำนวน และเหตุใดเส้นทางตรวจสอบจึงหยุดก่อนถึงบุคคลเหล่านั้น
“โพยย้อนหลัง” ถูกโต้ด้วยกล้องวงจรปิด
ข้อโต้แย้งอีกด้านของคดีอยู่ที่ “โพย” เลือก สว.
พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน หยิบหลักฐานกล้องวงจรปิดมาโต้ข้อกล่าวอ้างว่าโพยถูกจัดทำขึ้นภายหลังรู้ผลการเลือก โดยระบุว่าภาพบันทึกเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ กกต. เดินเก็บโพยจากผู้สมัครภายในสถานที่เลือก
พริษฐ์ ยังชี้รูปแบบคะแนนที่ผู้สมัครหลายคนเลือกผู้สมัคร 10 คนเหมือนกัน และเรียงลำดับหมายเลขตรงกันทั้งหมด
ฝ่ายตรวจสอบมองว่ารูปแบบนี้ต้องนำมาพิจารณาร่วมกับโพย พยานบุคคล กล้องวงจรปิด และหลักฐานอื่น เพื่อดูว่ามีระบบจัดวางการลงคะแนนหรือไม่
จุดขัดแย้งจึงไม่ใช่เพียงการพิสูจน์ว่าโพยมีจริง
แต่คือ กกต. ให้น้ำหนักกับหลักฐานที่เชื่อมกันเหล่านี้มากเพียงใด
เกมต่อไปอยู่ที่ศาล คดี 157 และสภา
หลังมติ กกต. ฝ่ายตรวจสอบระบุว่าจะเดินหน้าต่ออย่างน้อย 3 เส้นทาง
เส้นทางแรก คือเตรียมดำเนินคดีกับ กกต. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 รวมถึงตรวจสอบตาม พ.ร.ป. กกต. มาตรา 69 และบทบาทของคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง
เส้นทางที่สอง คือจับตาการพิจารณาของศาลฎีกา โดยตรวจดูว่าสำนวนที่ กกต. ส่งเข้าสู่ศาลมีหลักฐานมากน้อยเพียงใด และหากการไต่สวนพบความเชื่อมโยงถึงบุคคลอื่น ฝ่ายตรวจสอบเห็นว่า กกต. ต้องกลับไปดำเนินการต่อ
เส้นทางที่สาม คือการเมืองในสภา โดยพรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคภูมิใจไทยภายในเดือนนี้
มติ กกต. จึงปิดเพียงขั้นตอนหนึ่ง แต่ยังไม่ปิดข้อสงสัยทางการเมือง
เพราะหลังจากรู้แล้วว่า 77 คนถูกดำเนินคดี
คำถามที่แรงกว่ากำลังเคลื่อนขึ้นมาแทนที่
ใครถูกตัดออกจากเส้นทางคดี ใครอยู่ก่อนหน้าผู้รับเงิน และเหตุใดสำนวนจึงหยุดก่อนถึงบุคคลเหล่านั้น
คำตอบของคดีฮั้ว สว. จึงไม่ได้อยู่แค่ในรายชื่อ 77 คน
แต่อยู่ในรายชื่อของคนที่ ไม่ปรากฏอยู่ใน 77 คนนั้นด้วย







