ตัดขั้วอำนาจจีน! สหรัฐฯ ปั้นคลังแร่สำรอง 1.2 หมื่นล้าน ดึงพันธมิตรทั่วโลกเสริมแกร่ง
สหรัฐฯ เปิดตัว 'Project Vault' ทุ่มงบ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ สร้างคลังแร่หายาก ดึงเอกชนร่วมต้านการผูกขาดจากจีน Google-GM-Boeing ตบเท้าหนุน ป้องอุตสาหกรรมไฮเทค-อีวี
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าเสริมแกร่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ประกาศเปิดตัวแผนยุทธศาสตร์ "Project Vault" อย่างเป็นทางการเมื่อวันจันทร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดตั้งคลังสำรองแร่ธาตุสำคัญ (Critical Minerals) มูลค่ารวม 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อปกป้องภาคการผลิตของอเมริกันและลดการพึ่งพาการนำเข้าแร่ธาตุหายาก (Rare Earths) จากสาธารณรัฐประชาชนจีน
"โครงการ Project Vault จะเป็นหลักประกันว่าธุรกิจและแรงงานชาวอเมริกันจะไม่ต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนวัตถุดิบจนเกิดความเสียหายอีกต่อไป" ทรัมป์กล่าวถ้อยแถลง ณ ห้องทำงานรูปไข่
ผู้นำสหรัฐฯ ยังได้ย้อนความถึงเหตุการณ์ในอดีต โดยระบุว่า "เราไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนเมื่อปีก่อน" ซึ่งเป็นการพาดพิงถึงข้อพิพาททางการค้าระหว่างวอชิงตันและปักกิ่ง ที่ส่งผลให้มีการจำกัดการเข้าถึงแหล่งแร่หายาก ซึ่งจีนถือเป็นผู้เล่นที่ทรงอิทธิพลที่สุดในตลาดโลก
โครงการดังกล่าวประกอบด้วยเงินทุนภาคเอกชนราว 2 พันล้านดอลลาร์ และเงินกู้จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งสหรัฐฯ (Ex-Im Bank) อีก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเปิดเผยกับสำนักข่าว Bloomberg ว่า ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับภาคเอกชนสหรัฐฯ
ทางด้าน จอห์น โยวาโนวิช (John Jovanovic) ซีอีโอของ Ex-Im Bank ระบุว่า วงเงินกู้ครั้งนี้ถือเป็นดีลที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของธนาคาร โดยมีมูลค่าสูงกว่าสถิติเดิมถึงสองเท่าตัว
ยุทธศาสตร์ความมั่นคงฉบับใหม่ จากน้ำมันสู่แร่หายาก
แนวคิดของ Project Vault ถอดแบบมาจาก "คลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์" (Strategic Petroleum Reserve) ที่สหรัฐฯ มีอยู่เดิม แต่เปลี่ยนเป้าหมายมาโฟกัสที่แร่หายากและแร่ธาตุสำคัญ เช่น แกลเลียม (Gallium) และโคบอลต์ (Cobalt) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตตั้งแต่เครื่องยนต์เจ็ทไปจนถึงสมาร์ตโฟนอย่าง iPhone
"เช่นเดียวกับที่เรามีคลังน้ำมันและคลังแร่เพื่อการป้องกันประเทศมาอย่างยาวนาน วันนี้เรากำลังสร้างคลังสำรองเพื่อภาคอุตสาหกรรมอเมริกัน เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะไม่มีปัญหาในอนาคต" ทรัมป์กล่าวเสริม
นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจหากเกิดภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่จีนยังคงเป็นผู้กุมชะตาการผลิตแร่ธาตุเหล่านี้ของโลก
งานแถลงข่าวครั้งนี้ยังมีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน อาทิ แมรี บาร์รา (Mary Barra) ซีอีโอจาก General Motors Co. และ โรเบิร์ต ฟรีดแลนด์ (Robert Friedland) มหาเศรษฐีวงการเหมืองแร่ ซึ่งเป็นตัวแทนของทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้ใช้งานแร่ธาตุ
จนถึงขณะนี้ มีบริษัทชั้นนำกว่า 10 แห่งตอบรับเข้าร่วมโครงการแล้ว ไม่ว่าจะเป็น GM, Stellantis NV, Boeing Co., Corning Inc., GE Vernova Inc.
รวมถึงยักษ์ใหญ่วงการเทคโนโลยีอย่าง Google (Alphabet Inc.) โดยในส่วนของการจัดซื้อวัตถุดิบเข้าคลังนั้น คาดว่าจะดำเนินการผ่านบริษัทค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ ได้แก่ Hartree Partners LP, Traxys North America LLC และ Mercuria Energy Group Ltd.
Project Vault ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ผลิตสามารถป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบ โดยไม่จำเป็นต้องแบกรับภาระในการสต็อกสินค้าเอง
ภายใต้ข้อตกลงนี้ บริษัทที่ตกลงจะซื้อวัตถุดิบในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้าและชำระค่าธรรมเนียมแรกเข้า จะสามารถยื่นรายการวัสดุที่ต้องการ (Shopping List) ให้กับโครงการได้
โดยโครงการจะทำหน้าที่จัดหาและจัดเก็บให้ ซึ่งผู้ผลิตสามารถเบิกใช้วัตถุดิบได้ตราบเท่าที่มีการเติมของกลับคืนเข้าคลัง แต่หากเกิดวิกฤตการผลิตหยุดชะงักครั้งใหญ่ บริษัทเหล่านี้จะได้รับสิทธิ์เข้าถึงทรัพยากรทั้งหมดทันที
หัวใจสำคัญอีกประการคือ ผู้ผลิตที่ให้คำมั่นว่าจะซื้อวัสดุในปริมาณและราคาที่กำหนด จะต้องสัญญาว่าจะซื้อคืนในปริมาณและต้นทุนเดิมในอนาคตด้วย
นอกเหนือจากการลงทุนโดยตรงในบริษัทเหมืองแร่ในประเทศเพื่อกระตุ้นการผลิตและการแปรรูปแล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ ยังได้ประกาศข้อตกลงความร่วมมือกับออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และมาเลเซีย โดยคาดว่าจะมีการเจรจาข้อตกลงเพิ่มเติมในระหว่างการประชุมสุดยอดที่วอชิงตันในวันพุธนี้
ทางด้านโฆษกคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) เปิดเผยว่า สหภาพยุโรปและสหรัฐฯ กำลังเร่งหารือเพื่อลงนามในข้อตกลงพันธมิตรที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความหลากหลายให้กับห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ
โดยรองประธานาธิบดี สเตฟาน เซฌูร์เน (Stephane Sejourne) มีกำหนดจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดดังกล่าวในวันพุธนี้ด้วยเช่นกัน
อ้างอิง: Bloomberg


