
ปลุกตลาดทุนไทย! บริษัทเข้าใหม่รับสิทธิลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 25%
ตลาดทุนไทยกำลังอยู่ในช่วงที่ทุกฝ่ายพยายามหา “แรงส่ง” ใหม่เพื่อดึงบริษัทคุณภาพเข้ามาระดมทุน ขณะที่ภาครัฐและหน่วยงานกำกับกำลังเดินหน้าปฏิรูปตลาดทุนในหลายด้าน ตั้งแต่การเพิ่มคุณภาพของบริษัทที่จะเข้ามาระดมทุน ไปจนถึงการสร้างฐานนักลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุนให้ทันกับโลกการเงินยุคใหม่
หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือ “สิทธิประโยชน์ทางภาษี” สำหรับบริษัทที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ระดับ 25% ซึ่งหากนำมาใช้เป็นมาตรการจูงใจอย่างเหมาะสม ก็มีโอกาสช่วยให้การเข้าตลาดทุนกลับมาเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้มีรายละเอียดที่ต้องทำความเข้าใจ เพราะ อัตรา 25% ไม่ใช่อัตราภาษีนิติบุคคลปกติของบริษัทไทยในปัจจุบัน และสิทธิประโยชน์สำหรับบริษัทจดทะเบียนก็มีที่มาจากกฎหมายและเงื่อนไขเฉพาะ ไม่ควรตีความว่า “บริษัทใหม่ทุกแห่งที่เข้าตลาดจะเสียภาษีเพียง 25% โดยอัตโนมัติ”
25% ไม่ใช่อัตราภาษีปกติของบริษัทไทย
ข้อมูลจากกรมสรรพากรระบุว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทั่วไปมีอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยทั่วไปอยู่ที่ 20% ของกำไรสุทธิ ขณะที่กิจการขนาดเล็กที่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายจะมีโครงสร้างอัตราภาษีแตกต่างออกไปตามระดับกำไร ดังนั้นหากมองเพียงตัวเลข อาจเกิดคำถามทันทีว่าเหตุใดมาตรการส่งเสริมบริษัทเข้าตลาดทุนจึงพูดถึงอัตรา 25% ซึ่งสูงกว่าอัตราปกติ 20%
คำตอบอยู่ที่โครงสร้างของสิทธิประโยชน์ในอดีต โดยประเทศไทยเคยกำหนดมาตรการลดอัตราภาษีสำหรับบริษัทที่นำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 387 พ.ศ. 2544 โดยมีการกำหนดอัตรา 25% สำหรับบริษัทที่นำหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกรณีที่เข้าเงื่อนไขของกฎหมาย
จุดนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการนำตัวเลข 25% มาใช้ในข่าวปัจจุบันควรตรวจสอบก่อนว่าเป็น “มาตรการใหม่ที่ประกาศใช้แล้ว” หรือเป็นการเสนอแนวทางเชิงนโยบายที่อยู่ระหว่างการพิจารณา
บริษัทได้อะไรจากการเข้าตลาดทุน?
ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการเข้าถึงเงินทุนในวงกว้าง บริษัทสามารถระดมทุนจากนักลงทุนเพื่อขยายกิจการ ลงทุนในเทคโนโลยี เพิ่มกำลังการผลิต หรือใช้เป็นเงินทุนสำหรับการซื้อกิจการ นอกจากนี้การเป็นบริษัทจดทะเบียนยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้า สถาบันการเงิน และพันธมิตรทางธุรกิจ
ขณะเดียวกันผู้ถือหุ้นเดิมก็มีช่องทางในการสร้างสภาพคล่องให้กับการลงทุนของตัวเอง แต่สิ่งที่บริษัทต้องแลกมาก็คือการเปิดเผยข้อมูลและการอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำงบการเงิน การเปิดเผยข้อมูลสำคัญ หรือการดูแลสิทธิของผู้ถือหุ้น
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เองกำหนดเกณฑ์ด้านคุณสมบัติบริษัทและการกระจายหุ้นต่อผู้ถือหุ้นรายย่อยอย่างชัดเจน โดยบริษัทที่ต้องการเข้าจดทะเบียนต้องผ่านเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เพียงนำหุ้นออกขายต่อประชาชนแล้วจะสามารถเข้าตลาดได้ทันที
ถ้าลดภาษีจริง จะปลุกตลาดได้แค่ไหน?
คำตอบขึ้นอยู่กับการออกแบบมาตรการ หากสิทธิประโยชน์มีระยะเวลาชัดเจนและกำหนดให้เฉพาะบริษัทที่เข้าตลาดภายในช่วงเวลาที่กำหนด ก็อาจสร้างแรงจูงใจให้เจ้าของธุรกิจเร่งตัดสินใจ
แต่หากเงื่อนไขซับซ้อนเกินไปหรือประโยชน์ทางภาษีไม่มากพอเมื่อเทียบกับต้นทุนการเป็นบริษัทจดทะเบียน บริษัทก็อาจยังเลือกใช้แหล่งเงินทุนรูปแบบอื่น
อีกประเด็นที่ต้องระวังคือ ไม่ควรทำให้ตลาดทุนกลายเป็นสถานที่ที่บริษัทเข้ามาเพียงเพื่อ “เอาสิทธิภาษี” เพราะสุดท้ายแล้วนักลงทุนต้องเป็นผู้รับความเสี่ยง หากบริษัทมีพื้นฐานไม่แข็งแรง ราคาหุ้นผันผวน หรือมีปัญหาด้านธรรมาภิบาล ผลเสียที่เกิดขึ้นอาจมากกว่าประโยชน์จากภาษีที่รัฐมอบให้
ด้วยเหตุนี้ มาตรการภาษีจึงควรเดินคู่กับมาตรการยกระดับคุณภาพบริษัทและการคุ้มครองผู้ลงทุน
สรุป แนวคิดเรื่องการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทใหม่ที่เข้าตลาดทุนถือเป็นเครื่องมือที่น่าสนใจ เพราะต้นทุนด้านภาษีเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เจ้าของกิจการนำมาประกอบการตัดสินใจระดมทุน
แต่การพูดถึง “ภาษีนิติบุคคล 25%” ต้องอ่านรายละเอียดทางกฎหมายให้ชัดเจน เนื่องจากอัตราภาษีทั่วไปของบริษัทไทยอยู่ที่ 20% และสิทธิประโยชน์ 25% ที่ปรากฏในกฎหมายเดิมมีเงื่อนไขและบริบทเฉพาะ
หากประเทศไทยต้องการปลุกตลาดทุนให้กลับมาคึกคักจริง การลดภาษีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ สิ่งที่จำเป็นกว่าคือการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้บริษัทคุณภาพอยากเข้าตลาด นักลงทุนอยากถือหุ้น และทุกฝ่ายมั่นใจว่ากติกามีความเป็นธรรม
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ Inflow Accounting







