posttoday

นโยบายน้ำเน่าสู้เลือกตั้งที่เอ่อเต็มหนองน้ำทั่วทั้งประเทศ

27 มกราคม 2569

การเลือกตั้งใหญ่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ ใกล้ถึงแล้ว ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งเท่าไหร่ ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งยิ่งได้ยินนโยบายการบริหารประเทศแบบประชานิยมเดิมๆเต็มกอบเต็มกำ พรั่งพรูออกมาจากการหาเสียงของพรรคการเมืองทั้งระดับใหญ่และเล็กมากมาย การเลือกตั้งคราวก่อนประชาชนรากหญ้าเขายังจำฝังใจว่านักการเมืองพูดนโยบายสวยๆงามๆไว้เยอะ เช่น การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่เกิด เครดิตของนักการเมืองไทยจึงไม่ต่างจากเซลล์ขายสินค้าปลอมที่มีอยู่เกลื่อนเหมือนกัน

นโยบายน้ำเน่าชุดใหม่

ครั้งนี้มีตั้งแต่การล้างหนี้ ลดหนี้ แจกเงินหมื่น จัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ทุบราคาน้ำมัน ไทยหายจน กระทั่งถึงแจกเงินรางวัลคนละ 1 ล้านบาท วันละ 9 คน รวม 9 ล้านบาทต่อวัน ฯลฯ

มันจะอะไรกันขนาดนี้ นโยบายหลอกคนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศแบบไร้สาระเหล่านี้ ยังไม่ลดน้อยลงไปจากการเลือกตั้งครั้งก่อนๆเลย นี่หรือการเมืองไทยที่ไม่รู้ว่าจะนำชะตากรรมของประเทศไปทางไหน

ตรงกันข้ามนโยบายที่ต้องแก้ไขโครงสร้างที่ผุพังในหลายๆด้าน เช่น เรื่องขจัดคอร์รัปชัน เรื่องลดอากาศพิษ PM 2.5 เรื่องลดภาวะโลกร้อน เรื่องแก้ภาวะฝนแล้งและภาวะน้ำท่วมให้เบาบางลง เรื่องหนี้ครัวเรือน และเรื่องภาวการณ์คลังของรัฐที่ยอบแยบ กลับไม่มีพรรคไหนแถลงมาตรการที่จะแก้ไขที่ชัดเจนให้ฟังกันบ้างเลย ช่างน่าสังเวชการเมืองไทยเสียเหลือเกิน

นโยบายการบริหารประเทศจากเวทีเสวนา World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส (Davos) ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ผมมีโอกาสได้อ่านการสรุปแนวคิดในการบริหารประเทศไทยจากข้อสรุปจากทีมทางการของคณะผู้แทนไทย ซึ่งนำโดยท่านรัฐมนตรีคลังและรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่ได้เข้าร่วมประชุมเต็มที่ครั้งนี้ ซึ่งสรุปสาระที่ผมประทับใจในความเข้าใจภาวะการเปลี่ยนแปลงของชาติมหาอำนาจในโลกนี้อย่างชัดเจนว่า ต่อไปนี้โลกจะแบ่งข้างออกเป็นสองขั้วที่ชัดเจน คือระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน แล้วประเทศส่วนใหญ่ก็จะถูกชักจูง ให้ผลประโยชน์ หรือขู่เข็ญจนต้องเลือกข้างกันชัดเจนขึ้น

คณะผู้แทนไทยได้สรุปประเด็นทางเศรษฐกิจว่าเมื่อสองชาติมหาอำนาจต้องแยกกันเดินชัดเจน นักลงทุนต่างชาติก็ต้องมองหาหลุมหลบภัย (Safe Haven) ซึ่งก็โชคดีที่ยังมีกลุ่มอาเซียนที่ยังเป็นกลางอยู่ โดยเฉพาะประเทศไทยที่นักลงทุนเห็นได้ชัดเจน แม้ไทยเศรษฐกิจจะไม่ค่อยโต

แต่ก็ยังมี Infrastructure ค่อนข้างดี และยังสามารถปรับให้ดีกว่านี้ได้เร็วหากผู้บริหารประเทศทำเป็น ไทยมีความมั่นคงด้านอาหาร และการสาธารณสุขรวมถึง Wellness แต่กลุ่มอาเซียนยังขาดเรื่องการเชื่อมโยงต่อกันด้านดิจิทัล (Digital Connectivity) 

อย่างไรก็ดี คณะผู้แทนไทยได้มีความเห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจไทยเหมือน “รถที่มีคนขับที่แก่และเครื่องยนต์ก็เก่า” ซึ่งเป็นเรื่องที่จะแก้ไขให้เร็วยาก ผมขอเพิ่มความเห็นส่วนตัวว่า ยิ่งการเมืองและพรรคการเมืองของไทยยังเป็นอยู่อย่างที่เห็น ก็เป็นการยากที่จะปรับประเทศให้รับนักลงทุนเข้ามาในประเทศที่วางตัวเป็นกลางอย่างไทย ให้ได้ผลมากกว่าเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม หรืออินโดนีเซีย 

คณะผู้แทนไทยเห็นว่าประเทศไทยเรากินบุญเก่ามา 40 ปี ตอนนี้ถือว่าค่อนข้างร่อแร่ นักการเมืองจะคิดแค่ทำประชานิยมเพื่อเข้าสู่อำนาจอย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไปแล้ว พร้อมๆกับการเปิดเผยสิ่งที่พบเห็นในการเสวนาเรื่องเศรษฐกิจโลกที่ Davos ครั้งนี้ คณะผู้แทนไทยยังได้เสนอแนวทางแก้ไขในเชิงลึกอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความพร้อมของไทยใน เรื่อง Green Economy เรื่อง AI และ Digital Infrastructure เรื่องพัฒนาคน ที่ต้องทำอีกมากมายหลายด้าน รวมถึงการเร่งรัดให้ทำนวัตกรรมด้านการคลังของประเทศอย่างจริงจัง โดยต้องยึด “วินัยการคลัง” ให้เหนียวแน่น โดยเฉพาะการแก้กฎกติกาที่เกี่ยวกับการส่งเสริมด้านต่างๆ (Regulatory Reform) ก็ต้องทำโดยรัฐบาลชุดที่จะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างจริงจังด้วย ทั้งนี้ ยังมีเรื่องการเสนอแนะมาตรการแก้ไขโครงสร้างของประเทศด้วยนวัตกรรมใหม่ๆของคณะผู้แทนไทยอีกมากที่ไม่สามารถนำมาเสนอในที่นี้ได้

ท่านผู้อ่านลองเทียบสิ่งที่คณะผู้แทนไทยได้พบได้รู้และได้เห็นจุดเปลี่ยนประเทศไทย กับจุดเปลี่ยนน้ำเน่าที่เต็มหนองน้ำโดยพรรคการเมืองไทยแล้ว เห็นว่ามันจะคุ้มกับการไปเลือกตั้งของคนไทยทั้งประเทศหรือเปล่าครับ

หลังเลือกตั้งไทยเราจะโผล่พ้นหนองน้ำเน่าขึ้นมาได้สักแค่ไหนยังต้องดูกันอีกนาน

ข่าวล่าสุด

คลัง หั่น GDP ปี 68 จาก 2.4% เหลือ 2.2% คงปี 69 โต 2.0% จากแรงหนุนท่องเที่ยว