รายได้จากคนละครึ่งพลัส นับเป็นภาษีไหม? เช็กกำหนดการยื่นภาษีทุกประเภท
หลายคนที่ขายของในโครงการ “คนละครึ่งพลัส” มักคิดว่ารายได้จากโครงการรัฐอาจไม่ต้องนำไปยื่นภาษี เพราะเงินส่วนหนึ่งมาจากรัฐ ไม่ได้มาจากลูกค้าเต็มจำนวน แต่ความจริงคือ รายได้ทุกบาทที่เข้าไปในกิจการ ไม่ว่าจะมาจากลูกค้าโดยตรงหรือผ่านการสนับสนุนจากภาครัฐ ล้วนถูกนับเป็นรายได้สำหรับคำนวณภาษีทั้งสิ้น
เพียงแต่รูปแบบภาษีที่ต้องยื่นและช่วงเวลาการยื่นอาจแตกต่างกันตามประเภทกิจการ รายได้ และสถานะผู้ประกอบการ ดังนั้นบทความนี้จะช่วยสรุปให้ครบ ทั้งภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) รวมถึงกำหนดเวลาที่ควรรู้ เพื่อให้ผู้ประกอบการไม่พลาดภาระภาษีที่สำคัญในรอบปี
รายได้จาก “คนละครึ่งพลัส” ถือเป็นรายได้ต้องเสียภาษีหรือไม่?
คำตอบคือ ต้องนับเป็นรายได้ เหมือนรายได้การขายทั่วไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเงินที่ลูกค้าจ่ายเองหรือเงินสมทบจากโครงการรัฐ รายได้เหล่านี้จะถูกรวมไว้เพื่อคำนวณภาษีเงินได้ประจำปี โดยหลักการ “รายได้ทางภาษี” จะดูจากเงินได้ที่กิจการได้รับจริง ไม่ว่ามาจากแหล่งไหน เมื่อเงินเข้ากระเป๋ากิจการ รายได้นั้นย่อมต้องถูกนำมาคิดเป็นฐานภาษีตามกฎหมาย
ดังนั้นพ่อค้าแม่ค้า ผู้ขายออนไลน์ ร้านอาหาร และผู้ประกอบการทุกรูปแบบที่เข้าร่วมโครงการนี้ ต้องเก็บหลักฐานยอดขาย รายงานสรุปจากแอป หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อใช้ประกอบการยื่นภาษีปลายปีด้วย เพราะสรรพากรถือว่ารายได้จากรัฐเป็นรายได้ที่กิจการได้รับโดยสมบูรณ์
ใครบ้างที่ต้องยื่น “ภาษีเงินได้” จากรายได้ในโครงการ?
ภาษีเงินได้แบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ๆ ขึ้นอยู่กับรูปแบบกิจการ
1) บุคคลธรรมดา (เช่น ร้านอาหารรายย่อย พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์)
หากคุณไม่ได้จดทะเบียนบริษัท รายได้จากการขายของจะนับเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจ ซึ่งต้องนำไปรวมกับรายได้อื่นๆ ของปีนั้น แล้วคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า ผู้ขายต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ปีละครั้งภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป
ตัวอย่างเช่น
• รายได้จากคนละครึ่งพลัส
• รายได้ขายสินค้าปกติ
• รายได้อื่นๆ เช่น ค่าเช่า ดอกเบี้ย ค่ารีวิว ฯลฯ
ทั้งหมดต้องถูกรวมเข้าด้วยกันเพื่อคำนวณภาษีประจำปีเดียวกัน
2) นิติบุคคลหรือบริษัท
หากจดทะเบียนบริษัท รายได้จากโครงการจะเป็นส่วนของรายได้จากการขาย ต้องถูกนำไปคำนวณกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่าย และยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปีด้วยแบบ ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี พร้อมทั้งยื่น ภ.ง.ด.51 งวดกลางปีอีกครั้ง
รายได้จากคนละครึ่งพลัสต้องเสีย VAT หรือไม่?
การต้องเสีย VAT ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโครงการ แต่ขึ้นกับ ยอดขายทั้งปีของกิจการ หากรายได้รวมเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ผู้ประกอบการจะต้องเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มโดยอัตโนมัติ
ดังนั้นแม้รายได้หลักจะมาจากคนละครึ่งพลัส หรือมาจากช่องทางอื่น หากยอดขายรวมถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด กิจการต้องจด VAT และยื่นแบบทุกเดือน
ผู้ที่ต้องจด VAT คือ
• ผู้ประกอบการที่มียอดขายรวมเกิน 1.8 ล้านบาท/ปี
• ผู้ที่เลือกจดสมัครใจแม้รายได้ไม่ถึงเกณฑ์
• บริษัท/หจก.ส่วนใหญ่ที่ต้องการความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ
เมื่อจดแล้ว ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน ไม่ว่าจะมีขายหรือไม่ก็ตาม และต้องยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
กำหนดการยื่นภาษีที่ผู้ขายคนละครึ่งพลัสต้องรู้
เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา “ยื่นช้า–โดนปรับ” นี่คือสรุปกำหนดเวลาสำคัญแบบเข้าใจง่าย
● ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
• ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90
• ช่วงยื่น: 1 มกราคม – 31 มีนาคม ของปีถัดไป
• รายได้จากคนละครึ่งพลัสทั้งหมดต้องรวมไว้
● ภาษีเงินได้นิติบุคคล
• ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (ประจำปี): ภายใน 150 วันหลังปิดงบ
• ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี): ภายใน 2 เดือนหลังงวดครึ่งปีบัญชีสิ้นสุด
● ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
• ยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน
• ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
● กรณีไม่จด VAT
หากรายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ ก็ไม่ต้องยื่นรายเดือน แต่ยังคงต้องยื่นภาษีเงินได้ประจำปีตามปกติ
ทำไมร้านค้าต้องเก็บข้อมูลรายได้จากโครงการไว้ให้ครบ?
แม้ว่ารายได้จากคนละครึ่งพลัสจะถูกบันทึกอยู่ในระบบของรัฐอยู่แล้ว แต่ผู้ประกอบการควรเก็บข้อมูลยอดขายในส่วนของตนเองด้วย เช่น
• รายงานยอดขายจากแอป
• สลิปหรือสรุปการรับเงิน
• เอกสารค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง
• รายรับจากช่องทางการขายอื่นๆ
เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ง่าย หากสรรพากรมีการสอบถาม หรือเมื่อถึงเวลาตรวจงบประจำปี การมีข้อมูลชัดเจนช่วยลดความเสี่ยงการคำนวณภาษีผิด และช่วยให้กิจการวางแผนภาษีได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม
กล่าวโดยสรุป รายได้จากโครงการคนละครึ่งพลัส ถือเป็นรายได้ของกิจการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเงินส่วนที่ลูกค้าจ่ายเองหรือเงินที่รัฐสนับสนุน จึงต้องถูกนำไปคิดภาษีทั้งเงินได้และ VAT ตามเกณฑ์ปกติ ผู้ประกอบการต้องดูรายได้รวมของตนทั้งปีว่าอยู่ในสถานะไหน เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล มียอดขายถึงเกณฑ์จด VAT หรือไม่ และต้องยื่นภาษีในช่วงเวลาใดบ้าง
เมื่อเข้าใจหลักการเหล่านี้ ผู้ขายจะสามารถบริหารภาษีได้อย่างถูกต้อง ไม่เกิดปัญหาย้อนหลัง และยังช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าได้อย่างมั่นใจในระยะยาว
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ Inflow Accounting


