posttoday

เหลียวมองนโยบายจุดเปลี่ยนประเทศไทยของพรรคการเมือง

19 มกราคม 2569

เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 17 ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสฟังการอภิปรายหรือดีเบต (Debate) ที่จัดใหญ่โดยสำนักทีวี Nation เกี่ยวกับข้อเสนอนโยบายการทำให้เกิดจุดเปลี่ยนประเทศไทยของพรรคการเมืองต่างๆในการเลือกตั้งใหญ่ที่จะมาถึงในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้

มีผู้ที่เป็นแคนดิเดตหรือว่าที่นายกรัฐมนตรีมาร่วมการดีเบตครั้งนี้มากหน้าทีเดียว เช่น คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือหัวหน้าเท้ง พรรคประชาชน คุณยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกพรรคเพื่อไทย คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ คุณสุชัชวีร์ สุรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ คุณจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ เป็นต้น พรรคใหญ่ที่ไม่ได้มาร่วมดีเบตครั้งนี้มีเฉพาะพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น

การดีเบตที่ใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงในครั้งนี้ ถือได้ว่าจัดได้ดีมากโดยสื่อระดับใหญ่ของไทย ผมต้องชมผู้ดำเนินรายการดีเบตของ Nation TV คุณวราวิทย์ ฉิมมณี ที่วางตัวเป็นกลางและสามารถสรุปสาระของแต่ละท่านได้กระชับและตรงประเด็นดีมาก

ผมได้ฟังมาตลอด ใคร่ขอสรุปตามความเข้าใจของผมให้ท่านที่ติดตามบทความใน Facebook ของผมได้ทราบประเด็นนโยบายที่สำคัญที่จะสามารถเปลี่ยนประเทศไทยให้ได้ตามที่แทบทุกพรรคและประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ตั้งใจฟัง และอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยที่สุดจะล้าหลังเพื่อนอาเซียนด้วยกันอย่างชัดเจนในขณะนี้

1.    ประเด็นการต่อต้านและขจัดการโกงหรือคอร์รัปชันทุกรูปแบบของประเทศ

ทุกท่านที่เป็นแคนดิเดตนายกที่มาร่วมดีเบต เห็นด้วยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเลวร้ายใหญ่ที่สุดของไทยที่จะต้องได้รับการแก้ไขทันทีและจริงจังจากรัฐบาลที่จะบริหารประเทศจากการเลือกตั้งครั้งนี้ และเห็นด้วยว่าพรรคการเมืองที่มาร่วมวงดีเบตครั้งนี้จะไม่ร่วมวงกับพรรคการเมืองที่นิยมการซื้อสิทธิ์ซื้อเสียง และที่เคยมีประวัติการกระทำพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชันในอดีตที่ผ่านมา

ผมได้เห็นผู้มาฟังการดีเบตครั้งนี้ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่สำคัญที่สุดขององค์กรอิสระที่ทำงานต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเต็มที่ ซึ่งกำลังรณรงค์เรื่อง “Zero Corruption” อยู่ในขณะนี้ คือ ดร. มานะ นิมิตมงคล ท่านประธานของคณะกรรมการต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ก็ได้มานั่งตั้งใจฟังการดีเบตครั้งนี้เต็มเวลา 3 ชั่วโมงด้วย

มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีบางท่านที่พยายามชูเรื่องการนำ Digital และ AI มาใช้ในเรื่องการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการแบบเก่าให้สั้นและกระชับ ซึ่งรวมถึงการยกเลิกกฎหมายที่โบร่ำโบราณและเป็นต้นตอของการทำคอร์รัปชัน แต่ในการดีเบตครั้งนี้ผมไม่ได้ยินผู้ใดเสนอเรื่องการใช้ AI มาขจัดการซื้อสิทธิ์ซื้อเสียงในการเลือกตั้งแต่ประการใดเลย ผู้ที่ทำเรื่องนี้ได้สมควรเป็นนายกของประเทศไทยได้เลย

2.    ประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน

เท่าที่ฟังการดีเบตครั้งนี้ ทุกท่านได้ยกประเด็นนี้มาพูดกันมาก จับความได้ว่าแคนดิเดตนายกแทบทุกพรรคเข้าใจและรู้เรื่องจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในขณะนี้ดีมาก จากที่ฟังผมเข้าชัดว่าพรรคที่ไม่คิดแก้หรือแตะต้องรัฐธรรมนูญ เป็นเพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีมาตราไม่ดีอยู่บ้างแต่เป็นมาตราที่เอื้อต่อบางพรรคอยู่จึงไม่คิดจะไปแก้ไข และผมยังเข้าใจว่าพรรคการเมืองส่วนใหญ่ที่มาร่วมดีเบตต่างได้เห็นความจำเป็นที่ต้องทำการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยยังดำรงอยู่ซึ่งมาตราที่เกี่ยวกับสถาบัน

อย่างไรก็ดี ผมเห็นว่าถ้าพรรคผู้ที่จะนำในการแก้รัฐธรรมนูญคราวนี้ไม่ใหญ่และแน่วแน่จริง การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะยากอยู่ดี เพราะยังมีพรรคที่เข้าใจการสร้างจุดเปลี่ยนประเทศต่างกันอยู่

3.    ประเด็นการแก้เชิงโครงสร้างหลักที่แย่อยู่มากมายหลายเรื่อง ยังไม่มีพรรคการเมืองใดพูดถึงแนวทางแก้ไขที่ชัดเจนและทำได้

มีที่จะขอนำมาพูดถึง เช่น เรื่องการแก้หนี้ครัวเรือนของไทยที่ย่ำแย่มากในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน แคนดิเดตนายกหลายคนที่พูดโดยไม่รู้เนื้อแท้ของปัญหา แล้วสรุปว่าต้องแก้ด้วยการเพิ่มรายได้ของผู้เป็นหนี้ครัวเรือนให้สูงขึ้น ปัดโธ่เอ๋ย แบบนี้เด็กป.4 ก็ตอบได้ ผู้พูดหาได้ตระหนักว่าการเพิ่มรายได้ให้ประชาชนหรือการเพิ่ม GDP ให้ประเทศที่ตกต่ำลากยาวมาร่วม 15 ปีมาแล้วมันทำยากสุดๆ และเมื่อตัวนี้ทำยาก การจะเพิ่มรายได้ทางการคลังซึ่งพรรคการเมืองแทบทุกพรรคไม่กล้าแตะจะยุ่งยากกว่าขนาดไหน

นอกจากนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภัยแล้งและการขจัดควันพิษ PM 2.5 ซึ่งขณะนี้เห็นได้ชัดว่าภายใน 1 ปี เมืองไทยมีภาวะฝนแล้งและภาวะควันพิษที่ถึงขั้นอันตรายต่อสุขภาพปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ในภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคกลาง โดยเฉพาะในกทม. ถึง 6 เดือน

อีกเรื่องคือในช่วงประมาณ 4 เดือนก็จะเกิดน้ำท่วมตั้งแต่ภาคเหนือลงมาตลอดลุ่มเจ้าพระยาในภาคกลางและกทม. ยิ่งการแก้ปัญหาโลกร้อน ไทยเรายังทำงานกันแบบไม่สู้จริง ซึ่งจะไม่สามารถลดก๊าซคาร์บอนเหลือศูนย์ (Net Zero) ตามเป้าหมายในปี 2050 คือในอีก 24 ปีข้างหน้า ก็เชื่อได้ว่า ปัญหาน้ำท่วมของไทยจะยังคงทำให้มีการสูญหายเสียทรัพยากรจากการที่ปีหนึ่งๆประเทศมีฝนแล้งและควันพิษ 6 เดือน มีน้ำท่วม 4 เดือน ซึ่งจะดึงให้ GDP ลดต่ำลงในอัตราเร่งที่สูงขึ้นทุกปีอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีปัญหากระบวนการและวิธีการสรรหากรรมการอิสระและแม้กระทั่งการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. ก็ไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น แต่กลับมีการสร้างกลไกโดยผู้มีอำนาจทางการเมืองมาแทรกแซงกรรมการอิสระตลอดแทบทุกองค์กร เรื่องเลวร้ายเหล่านี้มีพรรคการเมืองไหนออกมาพูดว่าจะแก้ไขให้ได้อย่างเต็มปากเต็มคำบ้างไหม

4.    ประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ถูกลืม

กรุงเทพมหานครเมืองหลวงของไทย ที่จะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถึง 33 ที่นั่งในจำนวน ส.ส. ทั้งหมด 400 ที่นั่ง แต่ละพรรคอยากจะได้ส.ส. ให้มากที่สุด แต่พรรคใดเคยนำเสนอนโยบายแก้ปัญหารถติดในกทม. กันบ้าง จำได้ว่าประมาณ 31 ปีมาแล้ว เคยมีนักการเมืองท่านหนึ่งที่ต่อมาได้เป็นนายกรัฐมนตรี เคยเสนอตัวจะแก้ปัญหารถติดในกทม. ให้ได้ภายใน 6 เดือน แล้วก็ได้ลงมือทำบางมาตรการบ้าง แต่ตอนนี้เป็นยังไงครับ การจราจรในกทม. ติดขัดยิ่งขึ้นจนอยู่ในอันดับท็อปที่แย่ 5 เมืองใหญ่ของโลก

การแก้ปัญหาจราจรใน กทม. ให้ดีขึ้นสัก 50 % สามารถทำได้ถ้ารัฐบาลซื้อสัมปทานที่เอกชนได้ไปจนร่ำรวยเบ่งบานกลับคืนมาทั้งหมด แล้วเลิกเก็บค่าผ่านทางพิเศษทั้งหมด จากนั้นเจาะช่องทางขึ้นทางด่วนและลงทางด่วนทุกสายให้มากขึ้นเท่าตัวเพื่อให้เข้าออกคล่องตัว เหมือนประเทศนอร์เวย์ เดนมาร์ค และสวีเดน 

แต่เราคงทำไม่ได้เพราะรัฐบาลไม่สามารถหาเงินมาซื้อสัมปทานทางด่วนจำนวนหลายสายคืนมาได้ แต่ถ้ารัฐบาลเก่งพอสามารถทำให้ดีขึ้นสัก 35 % น่าจะเป็นไปได้ คือใช้วิธีปรับปรุงแค่ให้เป็น “ไฮบริด” คือการยกเลิกการเก็บเงินค่าใช้ทางด่วนเฉพาะเขตกทม. ชั้นในหรือชั้นกลาง แล้วให้มีการเจาะทางขึ้นและทางลงทางด่วนให้มากขึ้นเท่าตัวเฉพาะในบริเวณกทม.ชั้นในหรือชั้นกลาง

ขณะเดียวกันก็ไปเก็บค่าทางด่วนแพงขึ้นเท่าตัวเฉพาะขาเข้าและขาออกผ่านทางด่วนสายหลักที่จะออกบริเวณรอบนอกและออกต่างจังหวัดทั้งสี่ด้าน โดยรัฐบาลและกทม. เป็นผู้รับภาระด้านการลงทุน แค่นี้การจราจรก็คงจะโล่งและจะทำให้เขตกทม. ชั้นในหรือชั้นกลางน่าอยู่ยิ่งขึ้น ถ้าจะให้ดีอีกหน่อยก็ต้องเก็บภาษีป้ายในกทม. ให้เพิ่มขึ้นอีก 2 เท่าตัว เพื่อให้ป้ายโฆษณาที่อุจาดในเมืองหลวงลดน้อยลงให้ได้

การดำเนินการตามวิธีเลิกเก็บค่าทางด่วนแบบ “ไฮบริด” ดังกล่าวข้างต้นนี้ ถ้าหากสามารถสร้างที่จอดรถยนต์ส่วนตัวขนาดยักษ์เก็บค่าจอดถูกๆใน 4-5 ทิศ ที่จะผ่านด่านมาเข้าเมือง เพื่อให้คนที่ไม่อยากจ่ายค่าผ่านทางแพงนำรถส่วนตัวมาพักจอดได้ก็จะยิ่งครบเครื่องมากยิ่งขึ้น

แนวคิดนี้ไม่สงวนสิทธิ์นะครับ พรรคการเมืองใดจะนำไปดำเนินการก็ได้ ตามสบายเลยครับ ขอให้ทำภายใน 3 ปี ข้างหน้าจบก็แสนจะน่าชื่นใจแล้วครับ

ข่าวล่าสุด

“SONKLIN Weeks” เสิร์ฟเมนูซิกเนเจอร์ค็อกเทลจาก “ซ่อนกลิ่น”