posttoday

ระเบียบโลกหลัง UNIPOLAR MOMENT : กติกาเดิมในมือผู้เล่นใหม่

10 มกราคม 2569

หากต้องนิยามเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศในปี 2026 ด้วยประโยคเดียว เราจะเรียกมันว่า

“โลกที่มีกติกาเก่าอยู่ครบ แต่ขาดผู้ค้ำประกันกติกา”

ในความเป็นจริง ระบบโลกปี 2026 ยังมีระเบียบ มีสถาบัน มีตลาด และมีการบังคับใช้กติกา สิ่งที่หายไปไม่ใช่กติกา แต่คือ ความเต็มใจของรัฐมหาอำนาจในการแบกรับต้นทุนของระเบียบ ทำให้ระเบียบโลกอยู่ในสถานะที่ “ศูนย์บัญชาการ” ของระเบียบโลกหลังสงครามเย็นอ่อนแรงลงอย่างมีนัยสำคัญ

ในอดีต ระเบียบโลกหลังสงครามเย็นทำงานได้เพราะมีมหาอำนาจรัฐหนึ่งยอมรับภาระเชิงโครงสร้าง นั้นก็คือ สหรัฐฯ ที่ได้ดำเนินการเช่น การเปิดตลาด การรักษาความมั่นคงเส้นทางค้า การค้ำระบบการเงิน และการประคองสถาบันพหุภาคี แม้บางครั้งจะขัดกับผลประโยชน์ระยะสั้นของตนเอง เมื่อแรงจูงใจทางการเมืองภายในของสหรัฐฯเปลี่ยนไป ระเบียบเดิมจึงไม่ได้ “พัง” แต่ ขาดผู้ค้ำประกัน 

Time จัดให้ความไม่แน่นอนของระเบียบโลกจากการเมืองภายในสหรัฐฯ เป็นหนึ่งใน Top Global Risks 2026 โดยชี้ชัดว่าความผันผวนของนโยบายสหรัฐฯ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในกรุงวอชิงตัน แต่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังตลาดการเงิน การค้า และระบบพันธมิตรทั่วโลก ซึ่งเป็นตัวอย่างคลาสสิกของ Externalities จาก Domestic Politics ตามกรอบเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ (Time, 2026)

สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่เพียงบทบาทนำของสหรัฐฯ แต่คือ ความสม่ำเสมอในการค้ำประกันกติกาโลก เมื่อความสม่ำเสมอนี้หายไป ความคาดการณ์ได้ของระบบ (Predictability) ลดลงทันที และในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง นั่นหมายถึงต้นทุนธุรกรรมระดับโลกที่สูงขึ้นโดยโครงสร้าง

กลไกสำคัญ จาก Hegemonic Stability สู่ Self-Insurance Economy

หากอธิบายในภาษาทฤษฎี นี่คือการถอยออกจากตรรกะ Hegemonic Stability ซึ่งเคยเชื่อว่าระเบียบโลกต้องมีรัฐนำหนึ่งรัฐค้ำกติกา ไปสู่ระบบที่รัฐทุกระดับต้องลงทุนใน Self-Insurance ทางเศรษฐกิจและการเมือง

ผลลัพธ์เชิงโครงสร้าง คือ

หนึ่ง   การค้าข้ามชาติยังดำเนินต่อ แต่บริษัทต้องแบกรับต้นทุนการกระจายความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เช่น การกระจายฐานการผลิต การถือสินค้าคงคลังมากขึ้น และการทำสัญญาระยะสั้นแทนระยะยาว สิ่งเหล่านี้สะท้อนในตัวเลขต้นทุนโลจิสติกส์ที่ไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิด แม้ปริมาณการค้าไม่ลดลงอย่างรุนแรง

สอง    การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเปลี่ยนจาก Logic ประสิทธิภาพล้วน ไปสู่ Logic ความมั่นคง FDI โลกยังไหล แต่มีลักษณะ Regionalized มากขึ้น เงินทุนจำนวนมากยอมรับผลตอบแทนต่ำลงเพื่อแลกกับความแน่นอนด้านกติกาและการเมือง

สาม    รัฐกลับมาเป็นผู้เล่นหลักในเศรษฐกิจโลก ไม่ใช่ผ่านการเป็นเจ้า.ของกิจการ แต่ผ่านการกำกับเงื่อนไข ตั้งแต่นโยบายอุตสาหกรรม เทคโนโลยี ไปจนถึงการเงินและพลังงาน

ตัวเลขที่สะท้อนภาพ “โลกไร้แกนกลาง ช้าลง แพงขึ้น และแตกแขนงมากขึ้น”

หากดูผ่านเลนส์ข้อมูล เสถียรภาพโลกปี 2026 

1) การเติบโตเชิงศักยภาพของโลก

ข้อมูลจาก WTO และ IMF ชี้ตรงกันว่า สัดส่วนการค้าโลกต่อ GDP โลก ซึ่งเคยขยายตัวต่อเนื่องหลังสงครามเย็น เริ่มแกว่งตัวในกรอบแคบมากขึ้นในช่วงหลังโควิด โดย Potential Growth ของเศรษฐกิจโลกในช่วงปลายทศวรรษนี้จะอยู่ราว 2.5–3% ต่อปี ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวก่อนปี 2008 ที่มากกว่า 5% ต่อปี นี่สะท้อนโลกที่ยังค้าขาย แต่ไม่ขยายตัวภายใต้กรอบกติกาเดียวเหมือนเดิม ส่งผลให้ต้นทุนเชิงสถาบันและภูมิรัฐศาสตร์ กดทับการขยายตัว

2) ต้นทุนความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์

ในมิติการเงิน ความไม่แน่นอนเชิงสถาบันสะท้อนผ่านตลาดอย่างชัดเจน ต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) ในตลาดพลังงานและโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นอย่างถาวร โดยดัชนีค่าระวางเรือโลกแม้จะลดจากจุดสูงสุดช่วงโควิด แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2010–2019 ประมาณ 20–30% ในหลายเส้นทางหลัก แสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงไม่ได้เป็น Spike ชั่วคราว แต่ถูก Price-In อย่างถาวร ซึ่งหมายความว่าโลกได้ปรับตัวเข้าสู่ Baseline ใหม่ที่ต้นทุนสูงกว่าเดิม ผู้ประกอบการกำลังจ่ายเงินเพื่อความไม่แน่นอน

3) โครงสร้างการค้าและการเงินแบบหลายราง

ข้อมูลจาก BIS และ IMF ชี้ว่า โครงสร้างการเงินโลกหลังโควิดไม่ได้เปลี่ยนผ่านด้วยการแทนที่ดอลลาร์ แต่ด้วยการเพิ่มรางทางเลือก โดยดอลลาร์ยังเป็นแกนกลางของระบบ SWIFT ชี้ว่า ในตลาดแลกเปลี่ยน FX ที่ USD อยู่ข้างหนึ่งของธุรกรรมเกือบ 90% และในทุนสำรองระหว่างประเทศที่ยังมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งของโลกขณะเดียวกันการชำระเงินและการค้าเชิงภูมิภาคเริ่มใช้สกุลเงินและโครงสร้างพื้นฐานทางเลือกมากขึ้น ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าโลกยังทำธุรกรรมข้ามพรมแดนอย่างเข้มข้น แต่ไม่ดำเนินอยู่บนรางเดียวเหมือนเดิม ส่งผลให้ต้นทุนเชิงสถาบัน ความเสี่ยงเชิงระบบ และแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ กลายเป็นข้อจำกัดถาวรต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

จาก WTO สู่ MINILATERALISM: โลกไม่ได้ไร้ระเบียบ แต่ระเบียบกำลังถูก “ย่อส่วน”

ในความเป็นจริง โลกปี 2026 ไม่ได้ไร้ระเบียบแต่กำลังเข้าสู่ ระเบียบแบบเฉพาะกลุ่ม (Minilateral Order)

แทนที่จะพึ่งพากติกากลางแบบ WTO หรือ IMF เพียงชุดเดียว รัฐต่าง ๆ หันไปสร้างกลไกเฉพาะประเด็น เฉพาะภูมิภาค และเฉพาะพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็น ข้อตกลงการค้าเฉพาะกลุ่ม  กลไกการชำระเงินทางเลือก กรอบความร่วมมือด้านเทคโนโลยีหรือความมั่นคงห่วงโซ่อุปทาน

การถอนตัวหรือถอยห่างของสหรัฐฯ จากความร่วมมือพหุภาคีหลายกรณีที่ AP รายงานไว้ คือสัญญาณว่ารัฐมหาอำนาจเองก็ไม่ต้องการแบกต้นทุนของกติกากลางแบบเดิมอีกต่อไป ผลลัพธ์คือประเทศอื่นไม่รอผู้นำใหม่ แต่เลือกจัดการความเสี่ยงด้วยกลไกของตนเอง

ในเชิงตัวเลข เราเห็นการเพิ่มขึ้นของข้อตกลงการค้าแบบ Bilateral และ Regional อย่างต่อเนื่อง ขณะที่การเจรจาพหุภาคีระดับโลกแทบไม่สามารถปิดดีลใหญ่ได้เลยตลอดทศวรรษที่ผ่านมา นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ของโลกที่ยังมีการจัดระเบียบแต่ไม่รวมศูนย์

คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ ในปี 2026–2030

หากต้องคาดการณ์แนวโน้มเชิงโครงสร้างจากจุดนี้ เราเห็น 4 แนวโน้มหลัก

หนึ่ง    โลกจะไม่ล่มสลายเป็นสงครามใหญ่ แต่ต้นทุนของการทำธุรกิจข้ามชาติจะสูงขึ้นอย่างถาวร ทั้งจากความเสี่ยงด้านกติกา การเมือง และโลจิสติกส์

สอง    การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะอยู่ในโหมดต่ำแต่ยาว IMF ประเมินศักยภาพการเติบโตโลกระยะกลางต่ำกว่า 3% ต่อปี ซึ่งสะท้อนโลกที่ไม่มีแรงขับจากระเบียบเสรีแบบเดิม

สาม    บทบาทของรัฐจะกลับมาเด่นในเศรษฐกิจโลกอย่างถาวร ไม่ใช่ในฐานะผู้เปิดตลาด แต่ในฐานะ ผู้จัดการความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ ตั้งแต่พลังงาน อาหาร เทคโนโลยี ไปจนถึงเงินทุน

สี่    ประเทศขนาดกลางและเล็กจะไม่สามารถลอยตัวตามกติกาโลกได้อีกต่อไป แต่ต้องเลือกข้าง เลือกกลไก และลงทุนในความสามารถเชิงสถาบันของตนเองมากขึ้น

ปี 2026 ไม่ใช่ปีแห่งการสิ้นสุดระเบียบโลก แต่คือปีที่ชัดเจนว่า ระเบียบโลกแบบมีผู้นำเดี่ยวได้จบลงแล้ว

โลกใหม่ไม่ได้ให้รางวัลกับประเทศที่หวังพึ่งกติกากลางเพียงอย่างเดียว แต่ให้รางวัลกับประเทศที่เข้าใจว่าเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงได้หลอมรวมเป็นเรื่องเดียวกันอย่างสมบูรณ์ ในโลกที่ศูนย์บัญชาการอ่อนแรง คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า “ใครจะเป็นผู้นำโลกคนใหม่” แต่คือ ใครสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ในโลกที่ไม่มีใครค้ำกติกาแทนคุณอีกต่อไป

ข่าวล่าสุด

จีน รัสเซีย อิหร่าน ซ้อมรบทางทะเล BRICS Plus ท่ามกลางความตึงเครียดกับสหรัฐ