เจาะลึกเรื่องภาษีกับธุรกิจท่องเที่ยว เรื่องใกล้ตัวที่ผู้ประกอบการควรรู้
เจาะลึกภาษีธุรกิจท่องเที่ยว! รายได้สูงมาพร้อมภาระภาษีที่ต้องรู้ทัน ทั้ง VAT, ภาษีเงินได้ และหัก ณ ที่จ่าย เพื่อวางแผนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธุรกิจท่องเที่ยวของไทยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามา และจากคนไทยที่นิยมท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการในภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็นบริษัททัวร์ โรงแรม รถเช่า ร้านอาหาร หรือแม้แต่ไกด์อิสระ ต่างมีรายได้หมุนเวียนเพิ่มขึ้นตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม “รายได้” ที่มากขึ้นก็มาพร้อมกับ “ภาระภาษี” ที่ผู้ประกอบการหลายคนอาจยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ บทความนี้จึงจะพาไปเจาะลึกเรื่องภาษีกับธุรกิจท่องเที่ยว เพื่อให้เจ้าของกิจการรู้เท่าทัน และสามารถวางแผนภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ทำไมธุรกิจท่องเที่ยวถึงต้องให้ความสำคัญกับภาษี
ธุรกิจท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในกลุ่มกิจการที่อยู่ในสายตาของกรมสรรพากร เนื่องจากมีการรับเงินสดและโอนเงินจากลูกค้าจำนวนมาก ทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศ การตรวจสอบรายได้และค่าใช้จ่ายจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างรอบคอบ การเสียภาษีอย่างถูกต้องไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกเรียกตรวจย้อนหลัง แต่ยังเป็นหลักฐานที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจด้วย
ภาษีหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยว
1. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ธุรกิจท่องเที่ยวที่มีรายได้ต่อปีเกิน 1.8 ล้านบาท จะต้องเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายได้ถึงเกณฑ์ ตัวอย่างเช่น
- บริษัททัวร์ที่ขายแพ็กเกจท่องเที่ยว
- โรงแรมที่ให้บริการห้องพัก
- ร้านขายของที่ระลึก
- บริษัทให้เช่ารถ หรือให้บริการขนส่งนักท่องเที่ยว
ภาษีมูลค่าเพิ่มจะคำนวณจากราคาขายสินค้า หรือค่าบริการ 7% และต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน ไม่ว่าจะมีรายได้หรือไม่ก็ตาม
ข้อควรระวัง: บางธุรกิจเข้าใจผิดว่าหากให้บริการนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วไม่ต้องเสีย VAT ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ถูกทั้งหมด เช่น บริการนำเที่ยวในประเทศไทย แม้ลูกค้าจะเป็นชาวต่างชาติ แต่ถือว่าการให้บริการเกิดขึ้นในประเทศ จึงต้องเสีย VAT เช่นเดิม
2. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) ธุรกิจท่องเที่ยวมักต้องจ่ายค่าบริการให้กับบุคคลหรือหน่วยงานอื่น เช่น ไกด์ พนักงานขับรถ หรือบริษัทรับจ้างย่อย การจ่ายเงินในลักษณะนี้จะต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อน เช่น
- จ้างไกด์อิสระ → หักภาษี ณ ที่จ่าย 3%
- จ้างบริษัทขนส่ง → หักภาษี ณ ที่จ่าย 1%
- จ่ายค่าที่พักให้โรงแรม → อาจต้องหัก 3% ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข
การหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งตามกำหนด (ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53) เป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากละเลย อาจโดนค่าปรับและเบี้ยปรับสูง
3. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา / นิติบุคคล ขึ้นอยู่กับรูปแบบของกิจการ
- หากเป็นบุคคลธรรมดา (เช่น เจ้าของทัวร์รายย่อย) จะต้องยื่นแบบภ.ง.ด.90/91 และเสียภาษีตามขั้นบันไดรายได้
- หากเป็นนิติบุคคล (บริษัท/ห้างหุ้นส่วน) จะต้องปิดงบการเงินประจำปี และยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 โดยคิดภาษีจากกำไรสุทธิ (รายได้ - ค่าใช้จ่ายที่หักได้ตามกฎหมาย)
ผู้ประกอบการควรเก็บหลักฐานค่าใช้จ่าย เช่น ค่าน้ำมัน ค่าจ้างพนักงาน ค่าเช่ารถ ค่าโฆษณา หรือค่าคอมมิชชันต่างๆ ไว้ครบถ้วน เพราะสามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายได้อย่างถูกต้อง และช่วยลดภาษีได้
4. ภาษีป้ายและภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สำหรับธุรกิจที่มีสถานประกอบการ เช่น โรงแรม บริษัททัวร์ หรือร้านของที่ระลึก หากมีป้ายชื่อหรือโลโก้แสดงหน้าร้าน ต้องเสียภาษีป้ายตามพื้นที่และขนาดป้ายที่กำหนด รวมถึงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หากเป็นเจ้าของที่ดิน อาคาร หรือรีสอร์ต ก็ต้องชำระภาษีด้วยเช่นกันทุกปี
การวางแผนภาษีให้เหมาะกับธุรกิจ
หนึ่งในข้อผิดพลาดที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวมักเจอ คือการ “ไม่วางแผนภาษีล่วงหน้า” ทำให้เสียภาษีเกินความเป็นจริง หรือพลาดโอกาสในการใช้สิทธิ์ลดหย่อนทางภาษี ตัวอย่างแนวทางวางแผนภาษี ได้แก่
- แยกบัญชีธุรกิจกับบัญชีส่วนตัวให้ชัดเจน เพื่อสะดวกต่อการตรวจสอบรายได้–รายจ่าย และไม่ให้เกิดปัญหาเวลาโดนตรวจสอบภาษีย้อนหลัง
- จัดเก็บเอกสารให้ครบถ้วน เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย เพราะเอกสารเหล่านี้สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานในการหักภาษีได้
- ใช้โปรแกรมบัญชีที่ได้มาตรฐาน ปัจจุบันมีระบบบัญชีออนไลน์ที่รองรับการออกเอกสารภาษีอัตโนมัติ ทำให้สะดวกต่อการยื่นแบบ และลดความผิดพลาดจากการคำนวณด้วยตนเอง
- ปรึกษาสำนักงานบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี โดยเฉพาะธุรกิจที่มีลูกค้าต่างชาติหรือมีการทำสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งอาจมีประเด็นเรื่องภาษีซ้อนหรือต้องใช้เอกสารเฉพาะทาง เช่น ใบรับรองถิ่นที่อยู่ (Certificate of Residence)
สิ่งที่ผู้ประกอบการมักพลาด
- ไม่ออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้า หรือออกไม่ถูกต้อง
- ใช้ชื่อส่วนตัวในการรับเงินแทนชื่อบริษัท
- ลืมยื่นแบบภาษีภายในกำหนดเวลา
- คิดว่าธุรกิจเล็กไม่ต้องเสียภาษี
- ไม่เก็บเอกสารประกอบรายจ่ายไว้ครบ ทำให้หักภาษีไม่ได้
ข้อผิดพลาดเหล่านี้อาจนำไปสู่การถูกตรวจสอบย้อนหลัง และต้องจ่ายภาษีเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับสูงถึง 1.5% ต่อเดือน ดังนั้น “การจัดระบบภาษีที่ดีตั้งแต่ต้น” จึงเป็นทางออกที่ปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุด
กล่าวโดยสรุป ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นกิจการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดจากหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะเรื่อง “ภาษี” ที่ผู้ประกอบการต้องใส่ใจและปฏิบัติให้ถูกต้อง การรู้เท่าทันภาษีแต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้ หรือภาษีหัก ณ ที่จ่าย จะช่วยให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น มีความน่าเชื่อถือ และลดความเสี่ยงจากปัญหาทางกฎหมาย
ในยุคที่การตรวจสอบภาษีมีความเข้มงวดมากขึ้น การมี “ที่ปรึกษาด้านบัญชีและภาษี” จึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวควรพิจารณา เพราะนอกจากช่วยวางแผนและยื่นภาษีให้ถูกต้องแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุน และทำให้ธุรกิจเดินหน้าอย่างมั่นคงในระยะยาวได้อีกด้วยล
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ Inflow Accounting


