
จีนเร่งผลิตเพชรสังเคราะห์ ป้อนตลาดชิป-เซิร์ฟเวอร์ AI
จีนซึ่งครองกำลังผลิตเพชรสังเคราะห์ราวครึ่งหนึ่งของโลก เร่งขยายตลาดสู่อุตสาหกรรมชิปและเซิร์ฟเวอร์ AI หวังเพิ่มมูลค่าสินค้า รับดีมานด์เทคโนโลยีขั้นสูงและลดแรงกดดันจากราคาเพชรที่ตกต่ำ
จีนกำลังปรับทิศทางอุตสาหกรรมเพชรสังเคราะห์จากตลาดเครื่องประดับสู่การเป็นวัสดุสำคัญสำหรับเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ ระบบระบายความร้อนของเซิร์ฟเวอร์ AI และเทคโนโลยีควอนตัม ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและราคาที่ลดลงจากกำลังผลิตส่วนเกิน
ผู้ผลิตจีนครองสัดส่วนการผลิตเพชรสังเคราะห์ทั่วโลกประมาณครึ่งหนึ่ง โดยมณฑลเหอหนานเป็นฐานการผลิตสำคัญ คิดเป็น 80% ของกำลังผลิตในประเทศ การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จึงอาจเพิ่มความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของจีนในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี และกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐฯ
ชูจุดเด่นระบายความร้อนชิป AI
เพชรสังเคราะห์มีคุณสมบัติทางกายภาพที่เหมาะกับการจัดการความร้อนและเพิ่มประสิทธิภาพอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูล AI ที่ใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประเมินว่า การใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากระดับปี 2567 เป็นประมาณ 945 เทราวัตต์ชั่วโมงต่อปีภายในปี 2573 โดยมี AI เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
นักวิเคราะห์มองว่า การนำเพชรสังเคราะห์มาใช้ระบายความร้อนเป็นโอกาสทางธุรกิจระยะใกล้กว่าการใช้เป็นวัสดุผลิตสารกึ่งตัวนำโดยตรง ซึ่งยังต้องพัฒนาเทคโนโลยีและมาตรฐานการผลิตให้มีความบริสุทธิ์สูงขึ้น
สื่อจีนรายงานว่า Huawei และ TSMC กำลังศึกษาการใช้เพชรสังเคราะห์เพื่อระบายความร้อนชิป ขณะที่ Lenovo เปิดตัวแล็ปท็อปในจีนที่ใช้วัสดุระบายความร้อนชนิดเพชรผสมทองแดง ส่วน Lip-Bu Tan ซีอีโอ Intel เปิดเผยเมื่อเดือนมิถุนายนว่า เขาลงทุนส่วนตัวใน Diamond Foundry บริษัทผู้ผลิตเพชรสังเคราะห์ที่พัฒนาแผ่นเวเฟอร์สำหรับชิป
นอกจากนี้ งานวิจัยจากสถาบัน Ningbo Institute of Materials Technology & Engineering ของจีนระบุว่า โมดูลระบายความร้อนที่พัฒนาด้วยเพชรผสมทองแดงช่วยเพิ่มการถ่ายเทความร้อนจากชุดชิปได้ 80% และเพิ่มประสิทธิภาพชิปได้ 10%
เปลี่ยนจากเพชรเครื่องประดับสู่ตลาดมูลค่าสูง
Feng Canjun ผู้ประกอบการเจ้าของโรงงาน Jiaruifu ในมณฑลเหอหนาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันโรงงานผลิตเพชรสังเคราะห์ปีละ 2 ล้านกะรัต โดยประมาณ 70% ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องประดับ แต่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์สำหรับงานอุตสาหกรรมให้เกิน 50% ภายในปี 2573 และลดสัดส่วนตลาดเครื่องประดับเหลือไม่เกิน 30%
โรงงานของ Feng มีเครื่องจักรผลิตเพชร 550 เครื่อง แต่ละเครื่องมีราคาประมาณ 3 ล้านหยวน และหนักกว่า 100 ตัน ทำให้กำลังผลิตเพิ่มขึ้น 10 เท่านับตั้งแต่เริ่มธุรกิจในปี 2562 โดยในปี 2568 ผลิตได้ 2 ล้านกะรัต
Feng ระบุว่า อัตรากำไรขั้นต้นของเพชรเกรดอัญมณีอยู่ที่ 30-40% เทียบกับประมาณ 50% สำหรับเพชรอุตสาหกรรม จึงต้องการขยับไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง แทนการเพิ่มปริมาณผลิตเพชรสำหรับเครื่องประดับเพียงอย่างเดียว
ผู้ผลิตรายอื่นเริ่มปรับแผนลงทุนเช่นกัน โดย Henan Liliang Diamond เตรียมนำเงิน 1,000 ล้านหยวนที่เดิมจัดสรรเพื่อขยายกำลังผลิตเพชรเกรดอัญมณี ไปลงทุนในโครงการเพชรสำหรับงานอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน จีนเริ่มใช้มาตรการควบคุมการส่งออกเครื่องจักรและชิ้นส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเพชรสังเคราะห์ตั้งแต่ปี 2567 และเพิ่มผลิตภัณฑ์เพชรสังเคราะห์บางประเภทในรายการควบคุมเมื่อปี 2568 ก่อนเลื่อนการบังคับใช้บางส่วนออกไปหนึ่งปีภายใต้ข้อตกลงระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน
อย่างไรก็ตาม การขยายตลาดเทคโนโลยีขั้นสูงยังมีความไม่แน่นอน ทั้งด้านต้นทุน มาตรฐานการผลิต และความต้องการเชิงพาณิชย์ หากผู้ผลิตลงทุนเพิ่มกำลังผลิตเร็วกว่าตลาดเติบโต อุตสาหกรรมอาจเผชิญปัญหากำลังผลิตส่วนเกินซ้ำรอยเดิม
ถึงกระนั้น ผู้ประกอบการจีนยังมองว่า เพชรสังเคราะห์สำหรับอุตสาหกรรมจะเป็นตลาดขนาดใหญ่ในอนาคต โดยมี AI และเซมิคอนดักเตอร์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ







