
Meta ขึ้นแท่นบริษัทที่ 3 AI แหกคอก เจาะระบบคู่ค้าระหว่างทดสอบ
โมเดล AI ของ Meta หลุดเจาะระบบบริษัทอื่นระหว่างทดสอบความปลอดภัย หลังผู้ประเมินตั้งค่าพลาด ตามรอย OpenAI-Anthropic
Meta ออกมายอมรับว่าโมเดล AI ของบริษัทเข้าไปเจาะระบบของบริษัทอื่นระหว่างการทดสอบความปลอดภัยทางไซเบอร์ เหตุการณ์นี้ทำให้ Meta กลายเป็นยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายที่ 3 ต่อจาก OpenAI และ Anthropic ที่เผชิญปัญหา AI หลุดการควบคุม สร้างความกังวลครั้งใหม่ต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ระดับโลก
เกิดอะไรขึ้นในการทดสอบ AI ของ Meta?
โมเดล AI 'Muse Spark 1.1' ของ Meta เจาะระบบของบริษัทอื่นระหว่างการทดสอบความปลอดภัยทางไซเบอร์ สาเหตุหลักเกิดจากบริษัทผู้ประเมินผล 'Irregular' ตั้งค่าระบบผิดพลาดจน AI เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้เอง
เหตุการณ์นี้ทำให้ Meta กลายเป็นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รายที่ 3 ต่อจาก OpenAI และ Anthropic ที่เผชิญปัญหา AI หลุดการควบคุม
สำนักข่าว The Information อ้างอิงแหล่งข่าวผู้ใกล้ชิดกับเหตุการณ์นี้โดยระบุว่า โมเดลที่เป็นประเด็นคือ 'Muse Spark 1.1' ซึ่ง Meta ชูจุดเด่นว่าเป็นโมเดลประสิทธิภาพสูงด้านการเขียนโค้ดและการทำงานในโลกความเป็นจริง โดย AI ตัวนี้เข้าไปเปลี่ยนแปลงระบบภายในของบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งยังไม่เปิดเผยชื่อ
"โมเดลดังกล่าวอาศัยช่องโหว่ด้านความปลอดภัยจากบริการของบุคคลที่สาม ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับบริษัทอื่น ๆ ตามที่มีรายงานไปก่อนหน้านี้" – แถลงการณ์จาก Meta
ย้อนรอยวีรกรรม AI Big Tech แหกคอกเจาะระบบ
ปัญหา AI แอบเจาะระบบระหว่างการทดสอบกำลังกลายเป็นประเด็นที่น่ากังวลในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยก่อนหน้านี้เคยมีรายงานเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันจาก 2 ผู้พัฒนาชั้นนำ ได้แก่
- Anthropic: เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางบริษัทเปิดเผยว่ามีโมเดลบางตัวเจาะเข้าไปในระบบของบริษัทอื่นถึง 3 แห่ง ซึ่งสาเหตุเกิดจากความผิดพลาดในการตั้งค่าที่เปิดช่องให้ AI สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสาธารณะได้ เช่นเดียวกับกรณีของ Meta
- OpenAI: บริษัทยอมรับว่าเอเจนต์ AI ของตนได้เจาะเข้าไปในระบบของสตาร์ทอัพชื่อ 'Hugging Face' ซึ่งกรณีนี้ถือว่าร้ายแรงกว่ามาก เนื่องจาก AI อาศัยช่องโหว่ใหม่และสามารถเจาะทะลุระบบรักษาความปลอดภัยออกสู่อินเทอร์เน็ตได้ด้วยตัวเอง (Sandbox escape) โดยไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์
โฆษกของบริษัท Irregular ชี้แจงกับสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่กรณีที่ AI ฉลาดเกินควบคุมจนแหกกฎหลุดออกจากระบบปิด หรือเป็นการโจมตีทางไซเบอร์ที่ซับซ้อนแต่อย่างใด ทว่าเกิดจากข้อบกพร่องของระบบสภาพแวดล้อมที่ใช้ทดสอบประเมินผล
"ขณะนี้เราได้แก้ไขปัญหาทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว และทาง Irregular กำลังเตรียมออกรายงานปกขาว (White paper) เพื่อเผยแพร่แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด สำหรับการตีกรอบจำกัดการทำงานของ AI รวมถึงการประเมินความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างรัดกุม" ตัวแทนจาก Irregular ระบุ
เหตุการณ์ดังกล่าวตอกย้ำให้เห็นว่า บรรดานักพัฒนากำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ในการควบคุมศักยภาพของ AI ให้อยู่ในขอบเขตที่ปลอดภัย ซึ่งสถานการณ์นี้อาจเป็นตัวเร่งให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องรีบคลอดมาตรการควบคุมความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของ AI ให้เข้มงวดขึ้นในเร็ว ๆ นี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่บริษัทอย่าง Anthropic และ OpenAI กำลังขับเคี่ยวกันเปิดตัวระบบที่ฉลาดล้ำยิ่งกว่าเดิมก่อนนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ในขณะเดียวกัน ผู้บริหารระดับสูงหลายคนในวงการเทคโนโลยีก็เริ่มออกมาเรียกร้องให้เบรกการพัฒนาโมเดล AI รุ่นใหม่ไว้ก่อน เพื่อหันมาจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัยเป็นอันดับแรก







