
Apple แซง Nvidia ขึ้นแท่นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก
Apple ทวงบัลลังก์บริษัทมูลค่าสูงสุดของโลกจาก Nvidia นักลงทุนเริ่มปรับมุมมองธุรกิจ AI มองรายได้ระยะยาวและระบบนิเวศของ Apple แข็งแกร่งกว่า
Apple กลับมาครองตำแหน่งบริษัทที่มีมูลค่าตลาด (Market Capitalization) สูงที่สุดในโลกอีกครั้ง หลังแซงหน้า Nvidia ในการซื้อขายวันศุกร์ (18 ก.ค.) สะท้อนการเปลี่ยนแปลงมุมมองของนักลงทุนที่เริ่มประเมินโอกาสการเติบโตของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ใหม่ จากเดิมที่เม็ดเงินไหลเข้าสู่หุ้นผู้ผลิตชิป AI เป็นหลัก
มูลค่าตลาดของ Apple ล่าสุดอยู่ที่ 4.88 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 158 ล้านล้านบาท) ขณะที่ราคาหุ้นทรงตัว ส่วน Nvidia มีมูลค่าตลาดลดลงมาอยู่ที่ 4.86 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 157 ล้านล้านบาท) หลังราคาหุ้นปรับตัวลดลง 3.5%
การกลับมาครองอันดับหนึ่งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่ผ่านมา หลัง Nvidia ครองตำแหน่งบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดของโลกมาเกือบหนึ่งปี และเคยสร้างประวัติศาสตร์เป็นบริษัทแรกที่มีมูลค่าตลาดทะลุ 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
นักวิเคราะห์มองว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนว่านักลงทุนไม่ได้มุ่งความสนใจเฉพาะบริษัทที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนด้าน AI เช่น Nvidia อีกต่อไป แต่เริ่มให้ความสำคัญกับบริษัทที่สามารถสร้างรายได้จาก AI ได้อย่างยั่งยืน
โทนี เมโดวส์ หัวหน้าฝ่ายการลงทุนของ BRI Wealth Management กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ Apple ถูกมองว่าตามหลังคู่แข่งในการแข่งขัน AI เพราะไม่ได้ทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อพัฒนาโมเดล AI เหมือนบริษัทเทคโนโลยีรายอื่น แต่ปัจจุบันมุมมองของตลาดเปลี่ยนไป
เขาระบุว่า Apple มีข้อได้เปรียบจากการใช้ AI เพื่อสร้างรายได้ผ่านธุรกิจบริการ ระบบนิเวศของอุปกรณ์ (Ecosystem) และการกระตุ้นการอัปเกรดผลิตภัณฑ์ โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ในระดับสูงเช่นเดียวกับผู้พัฒนาโมเดลรายใหญ่ ส่งผลให้นักลงทุนเชื่อมั่นในความสามารถในการทำกำไรระยะยาวมากกว่าการเก็งกำไรจากกระแส AI
ความสำเร็จครั้งนี้ยังสะท้อนความพยายามของ Apple ในการยกระดับศักยภาพด้าน AI ก่อนที่ ทิม คุก (Tim Cook) จะส่งมอบตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ให้กับ จอห์น เทอร์นัส (John Ternus) ผู้บริหารสายฮาร์ดแวร์ในเดือนกันยายนนี้
เมื่อเดือนที่ผ่านมา Apple ได้เปิดตัว Siri เวอร์ชันใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ หลังล่าช้ามาเป็นเวลานาน โดยหวังให้ผู้ช่วยอัจฉริยะสามารถแข่งขันกับคู่แข่งรายใหญ่และสตาร์ทอัพ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า จุดแข็งสำคัญของ Apple คือข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมหาศาลที่อยู่ภายใน iPhone ซึ่งอาจกลายเป็น "ขุมทอง" สำหรับการพัฒนา AI ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้ได้แม่นยำยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทต้องสร้างสมดุลระหว่างการนำข้อมูลมาใช้กับการรักษามาตรฐานด้านความเป็นส่วนตัว ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญของแบรนด์
แม้ Nvidia จะเสียตำแหน่งผู้นำด้านมูลค่าตลาด แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นว่าไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะสูญเสียความได้เปรียบในระยะยาว เนื่องจากยังคงเป็นผู้ผลิตหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) หลักที่ขับเคลื่อนการพัฒนา Generative AI และยังมีโอกาสกลับขึ้นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดของโลกได้อีก หากความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับมา
ขณะเดียวกัน กระแสการลงทุนด้าน AI เริ่มขยายไปยังบริษัทเซมิคอนดักเตอร์กลุ่มอื่น โดยเฉพาะผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ เช่น Micron ซึ่งมีมูลค่าตลาดทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนพฤษภาคม และ SK Hynix จากเกาหลีใต้ ที่เพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาด Nasdaq ช่วยเพิ่มทางเลือกให้นักลงทุนในอุตสาหกรรม AI
อย่างไรก็ตาม กระแสการลงทุนในหุ้น AI เริ่มเผชิญแรงกดดันในเดือนกรกฎาคม หลังนักลงทุนตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของการเติบโต ส่งผลให้ดัชนี Philadelphia Semiconductor Index (SOX) ปรับตัวลดลงเกือบ 19% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้ว่าผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีของดัชนียังคงแข็งแกร่งและสูงกว่าหุ้น Nvidia ในภาพรวมก็ตาม
นักวิเคราะห์มองว่า การสลับตำแหน่งระหว่าง Apple และ Nvidia ในครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของวัฏจักรการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี จากการให้น้ำหนักกับ "ผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI" ไปสู่บริษัทที่สามารถเปลี่ยน AI ให้เป็นรายได้และกำไรได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งอาจเป็นทิศทางสำคัญของตลาดเทคโนโลยีโลกในช่วงครึ่งหลังของปีนี้.







