
ทุ่งกุลามีอะไร! “นวนุรักษ์” แพลตฟอร์มเอื้อชุมชนสร้างคลังข้อมูล ต่อยอดท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ
รู้จัก “นวนุรักษ์” เว็บแอปพลิเคชันจาก สวทช. ที่ให้ชุมชนสร้างและบริหารคลังข้อมูลท้องถิ่นด้วยตัวเอง เพื่อต่อยอดการท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ให้แก่ชุมชน
KEY
POINTS
- "นวนุรักษ์" เป็นแพลตฟอร์มที่พัฒนาโดยเนคเทค สวทช. เพื่อให้คนในชุมชนเป็นผู้สร้างและจัดการคลังข้อมูลสินทรัพย์ในท้องถิ่นของตนเอง ทั้งด้านวัฒนธรรมและความหลากหลายทางชีวภาพ
- ชุมชนบ่อพันขันในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ได้นำแพลตฟอร์มไปใช้ ทำให้ค้นพบข้อมูลทรัพยากรและทุนทางวัฒนธรรมจำนวนมากเกินคาด
- ข้อมูลที่ชุมชนรวบรวมได้ถูกนำไปต่อยอดพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ๆ เช่น การดูนก การสาธิตทำเกลือโบราณ และใช้ QR Code ให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูลและให้ฟีดแบ็กเพื่อการพัฒนา
เมื่อพูดถึงแพลตฟอร์มข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว หลายคนอาจนึกถึงแอปพลิเคชันที่รวบรวมสถานที่ แผนที่ หรือรีวิวจากนักท่องเที่ยว แต่แนวคิดของ “นวนุรักษ์” (NAVANURAK) ต่างออกไป เพราะคนที่สร้างและจัดการข้อมูลหลัก คือ “คนในชุมชน” ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพยากรและเรื่องราวเหล่านั้นเองโดยไม่มีค่าใช้จ่าย!
นางสาววัชชิรา บูรณสิงห์ ผู้ช่วยวิจัย เนคเทค สวทช. และหนึ่งในผู้พัฒนานวนุรักษ์ ถึงแนวคิดของแพลตฟอร์ม "นวนุรักษ์" ที่มีจุดเริ่มต้นไม่ใช่การคิดว่าจะจะเป็นแพลตฟอร์มขายอะไรให้นักท่องเที่ยว แต่คือการทำให้คนในพื้นที่รู้ก่อนว่า บ้านของตัวเองมีอะไร
“แพลตฟอร์มตัวนี้จะเป็นเว็บแอปพลิเคชัน ที่คอนเซปต์ของเขาคือ ‘เก็บเพื่อก่อเกิด อนุรักษ์เพื่อสร้างนวัตกรรม’ คือการเก็บข้อมูลในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมหรือความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อให้เขารู้ก่อนว่าในพื้นที่เขามีอะไร”
เมื่อข้อมูลกระจัดกระจายถูกนำมาจัดเก็บเป็นระบบ สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นจึงไม่จำเป็นต้องจบอยู่เพียงการอนุรักษ์ วัชชิราบอกว่าจะเป็นการนำสิ่งที่มีไปต่อยอดเป็นบริการหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของชุมชนได้
คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า นวนุรักษ์แตกต่างจากแพลตฟอร์มข้อมูลสถานที่หรือบริการอย่าง Google อย่างไร?
วัชชิราอธิบายว่า จุดต่างอยู่ที่การให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของข้อมูลของพื้นที่ตัวเอง โดยแพลตฟอร์มทำหน้าที่เป็นเครื่องมือ ส่วนชุมชนเป็นผู้สร้างคลังข้อมูล
“คอนเซปต์ของ ‘นวนุรักษ์’ คือจะให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม และมีความเป็นเจ้าของในพื้นที่ของตัวเอง ถ้าเป็นชุมชนที่เขาอยากจะจัดเก็บข้อมูล เขาจะสามารถทำคลังข้อมูลนั้นด้วยแพลตฟอร์มนี้ แต่มีระบบป้องกันข้อมูล คือ ชุมชนมีสิทธิตัดสินใจว่า ข้อมูลใดควรเปิดเผยต่อสาธารณะ"
แนวคิดดังกล่าวมีความสำคัญโดยเฉพาะเมื่อข้อมูลที่จัดเก็บไม่ได้มีเพียงสถานที่ท่องเที่ยว แต่รวมถึงภูมิปัญญา วัฒนธรรม และข้อมูลทรัพยากรชีวภาพบางประเภทของพื้นที่ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ละเอียดอ่อนและถือเป็นทรัพย์สินของคนในชุมชนที่ตกทอดมาจากหลายต่อหลายรุ่น!
วัชชิรายังอธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันคนในพื้นที่มีศักยภาพที่จะจัดการข้อมูลของตัวเองมากขึ้น ขณะที่เทคโนโลยีก็ใช้งานง่ายกว่าในอดีต
“เมื่อก่อนชุมชนจะเป็นแค่คนคอยให้ข้อมูล แต่ปัจจุบันชุมชนมีศักยภาพมากพอที่จะเป็น Local Data Specialist ที่สามารถจัดการข้อมูลในพื้นที่ได้ด้วยตัวเอง”
ส่วนคำถามว่าชุมชนต้องมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีมากเพียงใดจึงจะใช้งานได้ วัชชิรามองว่า ปัจจุบันอุปสรรคด้านการใช้เครื่องมือลดลงมาก เพราะความง่ายของแพลตฟอร์ม และความคุ้นชินต่อเทคโนโลยีของผู้คน โดยชุมชนสามารถเพียงแค่กรอกข้อมูล อัปเดตข้อมูลต่างๆ
"ความยากไม่ได้อยู่ที่การจัดเก็บข้อมูล แต่อยู่ที่การนำข้อมูลเหล่านั้นไปต่อยอด ที่เราต้องสเกลอัปว่าเขาจะต่อยอดจากคลังข้อมูลไปใช้ต่อได้อย่างไร”
'บ่อพันขัน' ทุ่งกุลาร้องไห้ ร้อยเอ็ด ตัวอย่างการนำไปใช้ ที่พบของมากกว่าที่คิด!
หนึ่งในพื้นที่ที่นำ “นวนุรักษ์” ไปใช้งาน คือ ชุมชนบ่อพันขัน จังหวัดร้อยเอ็ด ภายใต้การดำเนินงาน “ทุ่งกุลาม่วนซื่น” ซึ่ง สวทช. ทำงานร่วมกับชุมชน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานในพื้นที่
วัชชิราเล่าว่า ในช่วงแรกทีมงานทราบอยู่แล้วว่าพื้นที่มีความหลากหลายทั้งด้านวัฒนธรรมและธรรมชาติ แต่เมื่อเริ่มสำรวจร่วมกับคนในชุมชนและมหาวิทยาลัยกลับพบมากกว่าที่คาดไว้ จากการสำรวจและจัดเก็บข้อมูล พบพืชท้องถิ่น 171 ชนิด เห็ด 27 ชนิด นก 111 ชนิด และทุนทางวัฒนธรรมอีกกว่า 345 รายการ
“เราพบว่าความหลากหลายทางชีวภาพเขามีสูงมาก สูงมากจนกระทั่งสามารถที่จะทำพวกทัวร์ความหลากหลายทางชีวภาพได้เลย”
นี่จึงเป็นตัวอย่างของแนวคิด “รู้ก่อนว่ามีอะไร” เพราะเมื่อทรัพยากรถูกมองเห็นและจัดระบบแล้ว จึงเริ่มคิดต่อได้ว่าจะนำไปใช้อย่างไร
สำหรับที่บ่อพันขัน ได้สร้างเส้นทางการท่องเที่ยวที่น่าสนใจโดยรอบ จัดเป็นรูทเส้นทางที่ผู้คนสามารถเรียนรู้วัฒนธรรมผสมกับเสพธรรมชาติที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ด้วยความหลากหลายทางทรัพยากรรอบๆ บึงน้ำจืดขนาดใหญ่แห่งนี้เอาไว้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการดูนก การสาธิตการทำเกลือโบราณ กราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เยี่ยมชมดอกปทุมมา ณ วัดเกาะบ่อพันขันรัตนโสภณ ฯลฯ
นอกจากนี้ ข้อมูลในนวนุรักษ์สามารถนำไปสร้างเส้นทางท่องเที่ยวและระบบนำชม เพราะข้อมูลที่นำเข้าได้มีทั้ง ตัวหนังสือ วิดีโอ เสียง ภาพ 360 องศา รวมถึงการจัดทำแบบสอบถามผ่าน QR Code ได้ ซึ่งสามารถนำไปวิเคราะห์เชิงสถิติ รวมไปถึงเป็น QR Code ตามจุดต่างๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
“ตัว QR Code จะมีให้จัดเก็บข้อมูลฟีดแบ็กที่นักท่องเที่ยวให้ด้วย พอมีฟีดแบ็ก ชุมชนก็สามารถดูได้แล้วว่าเขาชอบอะไร ไม่ชอบตรงไหน หรือมาวิเคราะห์ต่อว่าควรจะพัฒนาการท่องเที่ยวของแต่ละจุดยังไง”
สำหรับชุมชนบ่อพันขัน ปัจจุบันคนในพื้นที่เริ่มสามารถจัดเก็บข้อมูลในคลังได้ด้วยตัวเอง และข้อมูลบางส่วนถูกนำไปใช้พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยว แต่ผลระยะยาวว่าจะสร้างรายได้หรือความยั่งยืนให้กับพื้นที่ได้มากเพียงใด ยังเป็นขั้นตอนที่ต้องติดตามต่อไป
ส่วนชุมชนหรือสถาบันการศึกษาที่สนใจใช้นวนุรักษ์ ปัจจุบันสามารถติดต่อ สวทช. เพื่อขอสร้างคลังข้อมูลของตัวเองได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
จากคลังข้อมูลที่ครั้งหนึ่งอาจอยู่ในสมุด ความทรงจำของคนในพื้นที่ หรือกระจัดกระจายอยู่หลายแห่ง “นวนุรักษ์” จึงไม่ได้มีโจทย์เพียงนำข้อมูลเข้าสู่โลกดิจิทัล แต่กำลังทดลองอีกคำถามหนึ่งว่า หากคนในชุมชนเป็นผู้ถือและจัดการข้อมูลของตัวเองแล้ว ข้อมูลเหล่านั้นจะกลับมาสร้างคุณค่าให้พื้นที่ได้มากเพียงใด







