posttoday
สี จิ้นผิง ยก AI อาวุธทางยุทธศาสตร์ ดันจีนผงาดคานอำนาจสหรัฐฯ

สี จิ้นผิง ยก AI อาวุธทางยุทธศาสตร์ ดันจีนผงาดคานอำนาจสหรัฐฯ

16 กรกฎาคม 2569

'สี จิ้นผิง' เตรียมโชว์วิสัยทัศน์ "การทูต AI" บนเวทีโลก โดยใช้กลยุทธ์ "Open-Source ราคาประหยัด"  ดันจีนผงาดคานอำนาจสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เตรียมขึ้นกล่าวปาฐกถาครั้งสำคัญในงานประชุมระดับนานาชาติวันศุกร์นี้ เพื่อตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการกำหนดมาตรฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในระดับโลก

 

ขณะเดียวกัน ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Huawei ก็เตรียมเปิดตัวระบบประมวลผล AI ที่ทรงพลังที่สุดของบริษัท ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าจีนกำลังเร่งเดินหน้าสู่ "อิสรภาพทางเทคโนโลยี" เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐอเมริกา

 

การเข้าร่วมงานประชุมประจำปี World Artificial Intelligence Conference (WAIC) เป็นครั้งแรกของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลปักกิ่งไม่ได้มอง AI เป็นเพียงกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังถือเป็น "อาวุธทางยุทธศาสตร์" ชิ้นสำคัญในการแข่งขันเพื่อชิงความเป็นผู้นำบนเวทีโลกอีกด้วย

 

สี จิ้นผิง ยก AI อาวุธทางยุทธศาสตร์ ดันจีนผงาดคานอำนาจสหรัฐฯ


 

Huawei เปิดตัวระบบประมวลผล AI ยักษ์ใหญ่ ไม่ง้อชิป Nvidia

 

งาน WAIC ที่จัดขึ้น ณ กรุงเซี่ยงไฮ้ ระหว่างวันที่ 17-20 กรกฎาคม มีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การเผยโฉม "Atlas 950 SuperPoD" ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ประมวลผล AI ขนาดใหญ่จาก Huawei สู่สาธารณชนเป็นครั้งแรก นวัตกรรมชิ้นนี้เป็นข้อพิสูจน์ชัดเจนว่า ปัจจุบันจีนสามารถพัฒนาระบบประมวลผลขั้นสูงได้สำเร็จ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาชิปตัวท็อปจาก Nvidia ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อีกต่อไป

 

ระบบดังกล่าวพัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับทั้งการฝึก (Training) และการประมวลผล (Inference) โมเดล AI ขนาดใหญ่โดยเฉพาะ หัวใจสำคัญคือการนำหน่วยประมวลผล Ascend AI ของ Huawei นับพันตัวมาเชื่อมต่อกันด้วยเครือข่ายความเร็วสูง ทำให้ระบบทั้งหมดสอดประสานการทำงานร่วมกันได้อย่างทรงพลัง เสมือนเป็นคลัสเตอร์คอมพิวเตอร์ขนาดยักษ์เพียงเครื่องเดียว

 

ยิ่งไปกว่านั้น การที่ค่าย DeepSeek ประสบความสำเร็จในการปรับแต่งโมเดล V4 ให้สามารถรันบนคลัสเตอร์ชิป Ascend ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ยิ่งเป็นการตอกย้ำความก้าวหน้าของบริษัทจีนในการสร้าง "ระบบนิเวศ AI" ที่พึ่งพาตนเองได้และเป็นอิสระจากเทคโนโลยีสหรัฐฯ อย่างแท้จริง

 

ขณะเดียวกัน สื่อท้องถิ่นของจีนยังรายงานเพิ่มเติมว่า ผู้ผลิตชิปสัญชาติจีนรายอื่นๆ อย่าง Biren และ MetaX ก็เตรียมเผยโฉมคลัสเตอร์คอมพิวเตอร์ระดับ "ซูเปอร์โหนด" ภายในงานนี้เช่นเดียวกัน

สี จิ้นผิง ยก AI อาวุธทางยุทธศาสตร์ ดันจีนผงาดคานอำนาจสหรัฐฯ

 

สมรภูมิจัดระเบียบ AI โลก ก่อนปะทะยุค 'ทรัมป์'

 

การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่วอชิงตันและปักกิ่งกำลังเตรียมการเจรจาด้าน AI ระดับรัฐบาลเป็นครั้งแรก ภายใต้การนำของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งส่งผลให้เวที WAIC ไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นบททดสอบสำคัญว่า จีนตั้งใจจะขับเคี่ยวเพื่อชิงอิทธิพลในการกำหนดกติกา AI ของโลกอย่างไร

 

ก่อนหน้านี้ในเวทีหารือด้าน AI ของสหประชาชาติ (UN) ทั้งสองมหาอำนาจได้แสดงจุดยืนที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง โดยฝั่งสหรัฐฯ แย้งว่าการกำกับดูแลที่เข้มงวดเกินไปจะขัดขวางนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ขณะที่ปักกิ่งนำเสนอโมเดล AI แบบโอเพนซอร์ส (Open-source) ที่มีต้นทุนต่ำ ให้เป็นเสมือน "สินค้าสาธารณะ" ที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีของโลก

 

"ภายใต้บริบทนี้ เวที WAIC จึงไม่ใช่แค่งานโชว์เทคโนโลยีอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นเวทีประลองกำลังทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ซึ่งปักกิ่งมุ่งมั่นจะสื่อสารวิสัยทัศน์ว่า AI คือวาระแห่งชาติ และเป็นเครื่องมือสำคัญทางการทูต" จอร์จ เฉิน (George Chen) ประธานแนวปฏิบัติหน้างานดิจิทัลจาก The Asia Group กล่าววิเคราะห์

 

ย้อนกลับไปในสุนทรพจน์เมื่อเดือนมกราคม นายสี จิ้นผิง เคยเปรียบเทียบ AI ว่าเป็น "การพลิกผันทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่แห่งยุคสมัย เทียบเท่ากับการประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำ" ซึ่งปักกิ่งได้เดิมพันอนาคตของการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้กับการกระจายเทคโนโลยี AI ไปสู่ทุกภาคส่วน พร้อมๆ กับการพึ่งพาตนเองให้ได้ในเทคโนโลยีระดับแนวหน้า

 

สี จิ้นผิง ยก AI อาวุธทางยุทธศาสตร์ ดันจีนผงาดคานอำนาจสหรัฐฯ

 

ชู "โอเพนซอร์ส" กลยุทธ์ซื้อใจกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

 

รัฐบาลปักกิ่งเตรียมใช้โอกาสนี้ผลักดันโมเดล AI แบบโอเพนซอร์สของจีน เพื่อเป็นทางเลือกที่เข้าถึงง่ายและประหยัดกว่าเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีจากชาติตะวันตก พร้อมชูจุดเด่นว่าจะช่วยเปิดกว้างให้ผู้คนทั่วโลกเข้าถึงนวัตกรรมได้อย่างเท่าเทียมมากยิ่งขึ้น

 

สอดคล้องกับบทความแสดงความคิดเห็นจาก People's Daily สื่อกระบอกเสียงของทางการจีนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่า "การพัฒนา AI ไม่ควรนำไปสู่การผูกขาดทางเทคโนโลยีหรือการสร้างกำแพงกีดกัน แต่ควรยึดมั่นในอุดมการณ์พื้นฐานที่ต้องการสร้างประโยชน์สูงสุดแก่มวลมนุษยชาติ"

 

ภายในงาน นอกจากจะมีผู้บริหารระดับสูงจากวงการเทคโนโลยีของจีนแล้ว ยังดึงดูดผู้นำระดับโลกหลายท่านให้มาร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็น อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ, กัสซิม-โจมาร์ต โตคาเยฟ ประธานาธิบดีคาซัคสถาน และอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีของไทย ตลอดจนนักวิชาการระดับแนวหน้าผู้คว้าทัวริง (Turing Award) และรางวัลโนเบลรวมถึง 9 ท่าน ซึ่งรวมถึงผู้บุกเบิกวงการ Deep Learning อย่าง โยชัว เบนจิโอ (Yoshua Bengio) และ ริชาร์ด ซัตตัน (Richard Sutton)

 

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่างานสำคัญครั้งนี้กลับไร้เงาตัวแทนระดับสูงจากบริษัทบิ๊กเทคฝั่งสหรัฐอเมริกา

 

แหล่งข่าวทางการทูตในเอเชียรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์แบบไม่ประสงค์ออกนามว่า "จีนกำลังเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อร่วมกันพัฒนาศักยภาพด้าน AI ขณะเดียวกันก็พยายามวางบทบาทเป็นกระบอกเสียงให้กับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่เสี่ยงจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังในสมรภูมิการแข่งขันด้านเทคโนโลยีนี้"

 

นอกเหนือจากการหารือเรื่องโครงสร้างพื้นฐานแล้ว สื่อท้องถิ่นของจีนยังรายงานเพิ่มเติมว่า ภายในงานคาดว่าจะมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่น่าจับตามองอีกมากมาย อาทิ สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ (AI Agent) จากแบรนด์ Nubia ในเครือ ZTE รวมถึงนวัตกรรมล้ำสมัยจากบริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI อย่าง StepFun อีกด้วย

ข่าวล่าสุด

SME อ่วม เปิดสถิติวิกฤตไซเบอร์ครึ่งปีแรก 2026 แรนซัมแวร์พุ่ง 20%

SME อ่วม เปิดสถิติวิกฤตไซเบอร์ครึ่งปีแรก 2026 แรนซัมแวร์พุ่ง 20%