
ขยายตัวไม่หยุด! การจัดตั้งโรงงานผลิตชิปในยุโรปและเอเชีย
หลายประเทศเร่งสร้างโรงงานผลิตชิป รับกระแส AI และลดพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานต่างชาติ เยอรมนี–จีนเดินหน้าลงทุนครั้งใหญ่ ชิงความได้เปรียบทางเทคโนโลยี
การขยายกำลังการผลิตของ ชิป หรือ เซมิคอนดักเตอร์ พุ่งสูงนับตั้งแต่ยุคขาดแคลนช่วงโควิด และยิ่งทวีความสำคัญในยุค AI ความต้องการกำลังประมวลผลพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและจัดสร้างดาต้าเซ็นเตอร์อย่างแพร่หลาย แต่ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมนี้กระจุกตัวอยู่ในมือไม่กี่บริษัทจนแทบจะผูกขาดตลาด
นั่นเป็นเหตุผลให้หลายประเทศทั่วโลกเริ่มผลักดันโรงงานผลิตชิปของตัวเอง
Smart Power Fab สู่การเป็นเจ้าแห่งชิปของเยอรมนี
Infineon Technologies หนึ่งในบริษัทผลิตชิปรายใหญ่สุดในโลกของเยอรมนี ประกาศเปิดตัว Smart Power Fab โรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์อัจฉริยะ อย่างเป็นทางการ ที่เมือง Dresden ประเทศเยอรมนี กลายเป็นโรงงานผลิตชิปกำลังสูงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนโลกในปัจจุบัน
โครงการนี้เกิดจากเม็ดเงินลงทุนกว่า 5 พันล้านยูโร(ราว 1.9 แสนล้านบาท) โดยได้รับการสนับสนุนส่วนหนึ่งจากกฎหมาย EU’s Chips Act ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม Silicon Saxony แหล่งผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่กว่า 1 ใน 3 ที่ใช้ในยุโรป จึงสามารถผลักดันโรงงานให้เสร็จเร็วกว่ากำหนดได้ถึง 3 เดือน
ตัวโรงงานไม่ได้พุ่งเป้าผลิตชิปประมวลผลทั่วไป แต่เน้นไปในกลุ่มชิปสำหรับแปลงและจัดการพลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ที่จะถูกใช้งานอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมพลังงาน เพื่อรองรับและจัดการพลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ เช่น ระบบโครงข่ายไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน รถยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้พลังงานมหาศาล
ภายในโรงงานเต็มไปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับสนับสนุนการผลิต ทั้งการใช้ Digital Twin จำลองเพื่อออกแบบโรงงานความสมจริงสูง ใช้ AI ในการช่วยจัดการวางแผนการผลิตและตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ ช่วยเพิ่มความเร็วการผลิตให้มากขึ้นถึง 2 เท่า พร้อมมาตรการด้านความยั่งยืนที่มีการรีไซเคิลน้ำในการผลิต 90% และไม่ใช่ก๊าซธรรมชาติเลย
การเปลี่ยนแปลงนี้นับเป็นการขยับขยายครั้งสำคัญของ Infineon Technologies ที่นับเป็นการแสดงความเข้มแข็งและมั่นตงทางเทคโนโลยี กับการผลักดันโรงงานผลิตชิปในประเทศเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากห่วงโซ่อุปทาน และรองรับยุทธศาสตร์ทางเทคโนโลยีระดับชาติที่เยอรมนีเตรียมจะผลักดันเป็นลำดับต่อไป
แน่นอนว่าเยอรมนีไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีโครงการผลักดันโรงงานผลิตชิปในประเทศ
JCET ขยายกำลังการผลิตชิปในเซี่ยงไฮ้
ถ้าจะถามถึงประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตรด้านชิปสูงสุดคงหนีไม่พ้น จีน ที่ไม่สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์สำหรับผลิตชิประดับสูงจากสหรัฐฯได้ ส่งผลให้การพัฒนาเทคโนโลยีชิป AI ตลอดจนเทคโนโลยีล้ำสมัยของจีนตามหลังอยู่ช่วงใหญ่
นั่นเป็นเหตุผลให้ JCET บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการผลิตชิป ประกาศแผนลงทุนมูลค่ากว่า 1.15 พันล้านดอลลาร์(ราว 3.8 หมื่นล้านบาท) มีสถานที่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษหลินกัง นครเซี่ยงไฮ้ โดยมีจุดหมายเพื่อสร้างโรงงานผลิตชิปตอบสนองความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นภายในประเทศ และรับมือการคว่ำบาตรจากต่างชาติ
จุดหมายของการจัดตั้งโรงงานคือ การนำชิปที่ผลิตได้จากสายการผลิตภายในประเทศมาประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อนำชิปรุ่นเก่าที่จีนสามารถผลิตได้มารวมเป็นตัวเดียว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและรีดกำลังประมวลผลให้ทัดเทียมกับสหรัฐฯที่มีเทคโนโลยีส่วนนี้ล้ำหน้ากว่าราว 2 – 3 เจเนอเรชัน
จริงอยู่นี่ไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืนที่จะช่วยแก้ปัญหาความต่างทางเทคโนโลยี เพราะจีนอาจจำเป็นต้องทุ่มชิปจำนวนมากกว่าหลายเท่าเพื่อให้มีกำลังประมวลผลเท่าชิปจากสหรัฐฯตัวเดียว จึงสิ้นเปลืองทรัพยากรทั้งในด้านการผลิต พลังงาน และพื้นที่กว่ามาก แต่นี่เป็นวิธีเดียวที่จะช่วยรีดศักยภาพชิปที่ด้อยกว่าให้รองรับการใช้งานในดาต้าเซ็นเตอร์และ AI
แต่การจัดสร้างโรงงานผลิตชิปใหม่ในครั้งนี้จะเป็นการเติมเต็มห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรม AI ของจีน ช่วยลดการพึ่งพาชิปประสิทธิภาพสูงจากนอกประเทศ เพื่อบรรเทาแรงกดดันทางเทคโนโลยีและเปิดโอกาสให้จีนสามารถเร่งพัฒนาชิปรุ่นใหม่มารองรับ เพื่อให้โครงการ AI และเทคโนโลยีล้ำสมัยของประเทศเดินหน้าต่อได้
โดยโครงการโรงงานผลิตชิปนีมีกำหนดการแล้วเสร็จเฟสแรกในช่วงครึ่งหลังของปี 2028
โครงการจัดตั้งโรงงานผลิตชิปภายในประเทศอื่น
แน่นอนว่าไม่ได้มีเพียงสองประเทศที่กระโดดลงมาร่วมสมรภูมิชิป ความสำคัญของ AI ได้รับการตระหนักอย่างกว้างขวาง ทำให้ประเทศน้อยใหญ่อื่นๆ ต่างสนใจ และมุ่งจัดตั้งพัฒนาเทคโนโลยีผลิตชิปของตัวเอง ทั้งเพื่อดึงดูดเม็ดเงินการลงทุน และเสริมสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีแก่ประเทศ
ฝั่งเอเชียประเทศที่คึกคักไม่แพ้จีนคือ เกาหลีใต้ รัฐบาลและบริษัทยักษ์ใหญ่ภายในประเทศ ประกาศแผนความร่วมมือลงทุนมูลค่ากว่า 8 ร้อยล้านล้านวอน(ราว 17.3 ล้านล้านบาท) ในการจัดตั้งฐานการผลิตชิปใหม่ขึ้น 4 แห่งภายในประเทศ พร้อมตั้งเป้าในการจัดสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มภายในปี 2029
อินเดียก็ไม่น้อยหน้าสามารถดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนเข้ามาได้อย่างกว้างขวาง นำไปสู่โครงการเซมิคอนดักเตอร์ระดับเมกะโปรเจกต มูลค่ากว่า 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์(ราว 6.36 แสนล้านบาท) เพื่อจัดตั้งกระบวนการผลิตชิปตั้งแต่แผ่นเวเฟอร์ ไปจนการทดสอบและประกอบในประเทศ โดยโรงงานของกลุ่ม Micron เริ่มเดินสายการผลิตไปในช่วงต้นปี 2026
ด้านยุโรปก็ไม่น้อยหน้าหนึ่งในประเทศที่ตื่นตัวด้านนี้คือ ฝรั่งเศส กับการอัดฉีดงบประมาณด้านเทคโนโลยีทั้งในด้านชิป AI และควอนตัมคอมพิวเตอร์รวมกว่า 1.5 พันล้านยูโร(ราว 5.7 หมื่นล้านบาท) พร้อมเร่งผลักดันสตาร์ทอัพด้าน AI ภายในที่กำลังมาแรง เพื่อสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีให้แก่ประเทศ
ในส่วนประเทศไทยแนวคิดในการจัดสร้างโรงงานผลิตชิปยังอยู่ในระหว่างการเดินหน้าดึงดูดนักลงทุน ที่ในทางหนึ่งอาจถือว่าช้าไปเสียหน่อยเมื่อเทียบกับโครงการจัดตั้งโรงงานผลิตชิปของมาเลเซีย แต่ก็เริ่มมีการจัคตั้ง บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ และตั้งเป้าพัฒนาชิปภายในประเทศแล้วเช่นกัน
ที่เหลือคงต้องรอดูต่อไปว่าจะดึงดูดนักลงทุนเข้ามาร่วมในโครงการได้มากน้อยเพียงไร
ที่มา
https://interestingengineering.com/innovation/germany-largest-power-semiconductor-fab-infineon
https://interestingengineering.com/innovation/chinese-semiconductor-firm-chip-packaging-plant







