NT ผนึกทหารสื่อสาร-KMITL ปั้น AI วิเคราะห์ UAV เสริมความมั่นคง
ยกระดับเฝ้าระวังชายแดน! NT จับมือกรมการทหารสื่อสาร และ KMITL พัฒนาระบบ "การเฝ้าระวัง 3 มิติ" รวมข้อมูล UAV และ CCTV วิเคราะห์ด้วย AI สั่งการแม่นยำแบบ Real-time
KEY
POINTS
- NT ร่วมมือกับกรมการทหารสื่อสาร และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) พัฒนาเทคโนโลยี AI เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลจากอากาศยานไร้คนขับ (UAV)
- มีเป้าหมายเพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการเฝ้าระวัง การติดตาม และวิเคราะห์สถานการณ์ เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ
- NT รับผิดชอบด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและคลาวด์ ส่วน สจล. สนับสนุนด้านงานวิจัยและพัฒนาบุคลากร เพื่อตอบสนองภารกิจของกองทัพ
เกราะดิจิทัล 3 มิติ: เมื่อ AI และ UAV ผนึกกำลังยกระดับความมั่นคงไทยสู่มาตรฐานใหม่
ในโลกยุคดิจิทัล ภารกิจด้านความมั่นคงไม่ได้หยุดอยู่แค่การลาดตระเวนด้วยกำลังพล แต่คือการชิงความได้เปรียบด้วย "ข้อมูล" เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ครั้งสำคัญกับ กรมการทหารสื่อสาร และ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) เพื่อปฏิรูประบบวิเคราะห์ข้อมูลอากาศยานไร้คนขับ (UAV) และกล้องวงจรปิด (CCTV) ให้เป็นหนึ่งเดียว
ยุทธศาสตร์การเฝ้าระวังแบบไร้รอยต่อ
หัวใจสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้คือการสร้างระบบ “การเฝ้าระวัง 3 มิติ” ที่จะเปลี่ยนข้อมูลมหาศาลจากกล้องและเซ็นเซอร์ภาคสนาม ให้กลายเป็นกลยุทธ์ที่จับต้องได้ โดยเชื่อมโยงผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีความปลอดภัยสูง
พลโท พรเทพ ยังรักษา เจ้ากรมการทหารสื่อสาร ได้ฉายภาพเป้าหมายของกองทัพบกว่า: “ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการเฝ้าระวัง การติดตาม และการวิเคราะห์สถานการณ์... โดยใช้เทคโนโลยี Video Analytics และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อร่วมพัฒนาเทคโนโลยีที่สนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงที่ทันสมัย และเป็นแบบอย่างของการบูรณาการระดับประเทศ”
โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและการประมวลผลอัจฉริยะ
เพื่อให้ข้อมูลจากแนวชายแดนส่งถึงศูนย์สั่งการได้อย่างรวดเร็ว NT ในฐานะผู้นำด้านดิจิทัลได้เข้ามาเสริมทัพด้วยโครงข่ายสื่อสารและระบบคลาวด์ที่มีความเสถียร
พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ NT ระบุว่า: “NT พร้อมสนับสนุนโครงข่ายสื่อสารทั้งแบบมีสายและไร้สาย ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐาน Cloud และ Data Platform รวมถึงมาตรการความปลอดภัยไซเบอร์... เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประมวลผลข้อมูล และวางรากฐานไปสู่ภาคส่วนอื่นของประเทศในอนาคต”
ในขณะที่ภาควิชาการอย่าง KMITL โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สมยศ เกียรติวนิชวิไล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ย้ำถึงบทบาทของการนำงานวิจัยจากห้องแล็บสู่สมรภูมิจริง:
“ความร่วมมือครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้งานจริง พร้อมพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ให้มีทักษะด้านเทคโนโลยีขั้นสูง รองรับการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลของประเทศในระยะยาว”
ก้าวต่อไปของความมั่นคงไทย
โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นต้นแบบของระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะ แต่ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการข้อมูลของประเทศให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล สอดรับกับบริบทโลกที่เทคโนโลยี AI และ UAV เข้ามามีบทบาทสำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อยและอธิปไตยอย่างยั่งยืน


