ถอดบทเรียนตลาดแรงงานยุค AI เมื่อ "ใบปริญญา" ตามไม่ทันเทคโนโลยี
ถอดบทเรียนตลาดแรงงานยุค AI เมื่อ "ใบปริญญา" อาจตามไม่ทันเทคโนโลยี AWS ชี้ทางรอด เร่งปั้น "ทักษะ AI" ปิดช่องว่าง
KEY
POINTS
- ธุรกิจไทยใช้ AI แล้วกว่า 6 แสนราย แต่ 47% ยังติดขัดเพราะหาคนทำงานไม่ได้ ขณะที่งานในอนาคตกว่า 61% จำเป็นต้องใช้ทักษะ AI
- "Half-life" ของทักษะวิชาชีพลดเหลือเพียง 5 ปี บีบให้ภาคการศึกษาต้องจับมือเอกชนเร่งปรับหลักสูตรให้ทันโลก
- AWS ชูโมเดลจับมือมหาวิทยาลัยและรัฐบาล (อว.) สร้างมาตรฐานทักษะที่ชัดเจน เพื่อผลิตคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดงานจริง
AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนธุรกิจ โจทย์ใหญ่ในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องความล้ำหน้าของเทคโนโลยี แต่คือ "คน" คำถามที่นายจ้าง ภาคการศึกษา และผู้กำหนดนโยบายต้องตอบให้ได้คือ
เรากำลังเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นใหม่รับมือกับโลกการทำงานที่เปลี่ยนไปได้ดีแค่ไหน ในยุคที่ ทักษะ AI กลายเป็นใบเบิกทาง และงานระดับเริ่มต้น (Entry-level) หลายอย่างกำลังถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ
เพื่อให้คนรุ่นใหม่ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักใน ตลาดแรงงานยุค AI วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager, AWS ประเทศไทย ให้ความเห็นว่าประเทศไทยต้องเร่งปลดล็อก 3 ปัญหาสำคัญดังนี้
1. กับดักความเข้าใจผิดและความเร่งด่วน
แม้ AI จะแทรกซึมไปทุกวงการ แต่แรงงานส่วนใหญ่ยังขาดความตระหนักรู้ที่เพียงพอ ข้อมูลจากการศึกษาล่าสุดชี้ว่า ยิ่งคนมีความรู้เรื่อง AI มาก กลับยิ่งมีแนวโน้มต่อต้านการใช้งาน ที่น่าห่วงคือความเชื่อผิดๆ ที่ว่า AI เป็นเรื่องของคนสายไอทีเท่านั้น
สถานการณ์ในประเทศไทยชี้ให้เห็นถึงความตื่นตัวของภาคธุรกิจ โดยในปี 2567 มีธุรกิจเริ่มใช้ AI เพิ่มขึ้นถึง 150,000 แห่ง ส่งผลให้ยอดรวมธุรกิจที่ใช้งาน AI แตะระดับ 600,000 แห่ง หรือคิดเป็น 32% ของธุรกิจไทย (เติบโต 33% จากปีก่อนหน้า)
อย่างไรก็ตาม แม้การใช้งานจะเติบโต แต่ 47% ของธุรกิจกลับไม่สามารถขยายการใช้งานได้เต็มที่ เพราะติดปัญหาใหญ่คือ "การขาดแคลนบุคลากร"
ปัญหานี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพราะมีการคาดการณ์ว่า 61% ของงานในอนาคตจำเป็นต้องใช้ ทักษะ AI แต่กลับมีนายจ้างเพียง 29% เท่านั้นที่มั่นใจว่าพนักงานของตนพร้อมรับมือ
ดังนั้น การสร้างความเข้าใจใหม่ว่า AI คือเครื่องมือสำหรับ "ทุกคน" ไม่ว่าจะอยู่แผนกไหน จึงเป็นวาระเร่งด่วนที่รอไม่ได้
2. "ใบปริญญา" ตามไม่ทันเทคโนโลยี
ในยุคดิจิทัล อายุขัยของความรู้สั้นลงอย่างน่าใจหาย สิ่งที่เรียกว่า "ครึ่งชีวิตของทักษะ" (Half-life of skills) หรือระยะเวลาที่ทักษะหนึ่งจะลดความสำคัญลงครึ่งหนึ่ง หดสั้นลงจาก 10-15 ปี เหลือเพียง 5 ปี และสั้นกว่านั้นมากในสายเทคนิค
ระบบการศึกษาแบบเดิมจึงอาจปรับตัวไม่ทัน โดยเฉพาะสถาบันที่ขาดแคลนทรัพยากร ซึ่งยิ่งซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำ
ทางออกคือการดึงภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในห้องเรียน เพื่อถ่ายทอดความรู้จากการใช้งานจริง ตัวอย่างเช่นโครงการ AWS Academy ที่มอบหลักสูตร AI และ Cloud Computing ฟรีให้กับสถาบันกว่า 6,600 แห่งทั่วโลก รวมถึงมหาวิทยาลัยชั้นนำในไทยอย่าง จุฬาฯ, ธรรมศาสตร์ และมหิดล
ล่าสุด AWS ยังได้จับมือกับ สจล. มอบทุนฝึกอบรมวิศวกรศูนย์ข้อมูล (Advanced Data Center Engineering Excellence Scholarship) และร่วมมือกับกระทรวง อว. และ สอวช. ในโครงการ Skills to Jobs Tech Alliance Thailand เพื่อเชื่อมโยงสถาบันการศึกษา 11 แห่งกับนายจ้างชั้นนำ
โดยที่ผ่านมา AWS ได้ช่วยฝึกอบรม ทักษะดิจิทัล ให้คนไทยไปแล้วกว่า 100,000 คน และช่วยจัดหางานให้ผู้สำเร็จการศึกษากว่า 400 คน
3. มาตรฐานทักษะต้องชัดเจน
ปัญหาคลาสสิคของเด็กจบใหม่คือ "ไม่รู้ว่าตลาดต้องการอะไร" คำถามที่ว่านักการตลาดหรือบัณฑิตสายสังคมศาสตร์ต้องรู้เรื่อง AI แค่ไหน ยังคงคลุมเครือ
เพื่อแก้ปัญหานี้ เราจำเป็นต้องมีมาตรฐานการจำแนกทักษะ (Skill Taxonomy) ที่ชัดเจนจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม
จากการศึกษาร่วมกับ Draup บริษัทวิเคราะห์ข้อมูล ได้มีการระบุตำแหน่งงานและ ทักษะ AI ที่จำเป็นสำหรับเด็กจบใหม่ไว้อย่างชัดเจน ซึ่งเปรียบเสมือนลายแทงให้นักศึกษาเลือกพัฒนาตนเองได้ถูกจุด เพิ่มโอกาสได้งานทำ แต่ก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพให้เป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ AI เปรียบเสมือนดาบสองคม ถ้าใช้เป็น AI จะช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อนและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ทำงานที่ใช้ความคิดเชิงกลยุทธ์มากขึ้นตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงาน
หากเราปล่อยให้ช่องว่างทักษะขยายกว้างขึ้น เราเสี่ยงที่จะเผชิญสภาวะ "แรงงานสองชนชั้น" คือกลุ่มที่มีทักษะพร้อมและไปรอด กับกลุ่มที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ความร่วมมือระหว่างนายจ้าง สถาบันการศึกษา และตัวผู้เรียนในการเร่งเติมทักษะ AI จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดเดียวที่จะพาแรงงานไทยและเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตไปพร้อมกันได้อย่างยั่งยืน


