พอกันที! เมื่อสหรัฐฯไว้ใจไม่ได้ ยุโรปมุ่งสร้างอธิปไตยดิจิทัล
เมื่อสหรัฐฯ ไว้ใจไม่ได้ ยุโรปจึงลุกขึ้นทวง อธิปไตยดิจิทัล ดัน Eurostack และ โอเพนซอร์ส ลดพึ่งพา Big Tech เดิมพันอนาคตเทคโนโลยีทั้งทวีป
KEY
POINTS
- สหภาพยุโรปสูญเสียความไว้ใจในสหรัฐฯ จากนโยบายที่คาดเดาไม่ได้ ทำให้เกิดความกังวลว่าเทคโนโลยีจะถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง
- รัฐสภายุโรปลงมติอย่างท่วมท้นเพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ และมุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเองเพื่อทวงคืนอธิปไตยทางดิจิทัล
- ยุโรปกำลังเผชิญสภาวะ "อาณานิคมดิจิทัล" โดยพึ่งพาบริการคลาวด์จากสหรัฐฯ กว่า 70% จึงริเริ่มแนวคิด "Eurostack" เพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลของตนเองโดยเน้นโอเพนซอร์ส
ท่าทีที่แข็งกร้าวและไม่อาจคาดเดาได้ของสหรัฐอเมริกาบนเวทีโลก กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่บนมหาสมุทรแอตแลนติก
จากอดีตผู้โอบอุ้มประชาธิปไตย ภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ในทศวรรษนี้กลับเต็มไปด้วยความเอาแน่เอานอนไม่ได้ ตั้งแต่การถอนตัวจากภาคีระหว่างประเทศ การบุกรวบตัวผู้นำเวเนซุเอลา ไปจนถึงข้อพิพาทกรีนแลนด์ เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงพาดหัวข่าวการเมือง แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยสำหรับชาติยุโรป
นำไปสู่คำถามสำคัญว่า ถ้าสหรัฐฯนำเทคโนโลยีมาเป็นข้อต่อรองทางการเมือง ยุโรปจะรับมืออย่างไร?
นี่เป็นเหตุผลให้ยุโรปเริ่มตื่นตัว และแสดงความตั้งใจในการเรียกคืน อธิปไตยทางดิจิทัล กลับมา
เมื่อสหรัฐฯไว้ใจไม่ได้ ยุโรปจึงต้องยืนด้วยลำแข้งตัวเอง
วันที่ 22 มกราคม 2026 จะถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์เทคโนโลยียุโรป เมื่อสมาชิกรัฐสภายุโรปโหวตรับรองรายงานฉบับสำคัญด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 471 ต่อ 68 เสียง สาระสำคัญคือ ประกาศเจตนารมณ์ที่จะลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ และเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตัวเอง
นี่ไม่ใช่ความหวาดระแวงที่เกินจริง เพราะในยุคนี้โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลคือเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจและความมั่นคง หากพิจารณาสงครามการค้าและการกีดกันทางเทคโนโลยีที่สหรัฐฯ กระทำต่อจีน ก็ไม่มีหลักประกันใดเลยว่า ยุโรปจะไม่ตกเป็นเป้าหมายรายต่อไป เพื่อใช้เป็นอำนาจต่อรองทางการเมือง
กำเนิด Eurostack ลดความเสี่ยงของการเป็นอาณานิคมดิจิทัล
แนวคิด Eurostack จึงถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อเป็นพิมพ์เขียวสำหรับระบบดิจิทัลสาธารณะของยุโรป ครอบคลุมตั้งแต่น้ำไปจนถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตชิป ระบบคลาวด์ ไปจนถึงซอฟต์แวร์ โดยเน้นหนักไปที่ระบบ โอเพนซอร์ส ที่จะถูกผลักดันให้เป็นรากฐานระบบดิจิทัลของยุโรปนับจากนี้
สาเหตุของการตื่นตัวครั้งนี้ มาจากตัวเลขสถิติล่าสุดจากรายงานฉบับล่าสุด ปัจจุบันบริการคลาวด์ในสหภาพยุโรปกว่า 70% อยู่ในกำมือของ 3 ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ อย่าง Amazon (AWS), Google และ Microsoft ในขณะที่ผู้ให้บริการสัญชาติยุโรปเองมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 15% เท่านั้น
สภาวะนี้ทำให้นักวิเคราะห์เรียกขานว่า อาณานิคมทางดิจิทัล (Digital Colony)
หากวันดีคืนดี บริษัทเหล่านี้เกิดขัดข้อง ไม่ว่าจะด้วยอุบัติเหตุหรือคำสั่งจากทำเนียบขาว ยุโรปจะกลายเป็นอัมพาตทันที บทเรียนจากปี 2025 ที่ AWS ล่มจนอินเทอร์เน็ตครึ่งโลกใช้งานไม่ได้ หรือกรณีไฟฟ้าดับใหญ่ในสเปน คือตัวอย่างสำคัญ หากระบบธนาคารล่ม ขนส่งหยุดชะงัก และสาธารณสุขเดินต่อไม่ได้ ความโกลาหลจะเกิดขึ้นทันที
การเตรียมความพร้อม จากห้องประชุมสู่สนามจริง
ยุโรปเริ่มไปบางส่วนแล้ว เช่น ที่เมือง Helsingborg ประเทศสวีเดน มีการทดลองที่น่าสนใจโดยจำลองสถานการณ์เมืองที่ ไร้ระบบดิจิทัล เป็นเวลาหนึ่งปี เพื่อดูว่าบริการสาธารณะจะยังทำงานได้หรือไม่หากระบบล่มสลาย ในขณะที่รัฐ Schleswig-Holstein ของเยอรมนี รัฐบาลท้องถิ่นเริ่มโละซอฟต์แวร์ต่างชาติและหันมาใช้โอเพนซอร์สเป็นหลัก
นอกจากนี้ ชาติมหาอำนาจอย่างฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และอิตาลี ต่างจับมือกันพัฒนาแพลตฟอร์มการสื่อสาร วิดีโอ และระบบจัดการเอกสารของตัวเอง เพื่อสร้างเซิร์ฟเวอร์ที่มั่นใจได้ว่า ข้อมูลความลับของชาติจะไม่รั่วไหลไปสู่บริษัทนอกประเทศ
ก้าวที่ไม่ง่าย และอาจต้องใช้เวลาหลายสิบปี
แม้แนวคิดเรื่องการพึ่งพาตนเองจะดูสวยหรูและจำเป็น แต่ในทางปฏิบัติ นี่คือ งานหิน ที่ต้องใช้เวลาหลายทศวรรษ
เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ยุโรป (และทั่วโลก) เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีสหรัฐฯ ตั้งแต่ยุคเริ่มแรกของอินเทอร์เน็ต การจะถอนรากถอนโคนโครงสร้างเดิมแล้วปลูกใหม่ ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในชั่วข้ามคืน นักวิเคราะห์มองว่าต้องใช้เวลานับสิบปีและงบประมาณมหาศาล บางทีอาจกินเวลาข้ามรุ่นผู้บริหารเลยทีเดียว
นอกจากเงินและเวลา กฎหมายก็เป็นอีกอุปสรรค ยุโรปอาจต้องยอมผ่อนปรนกฎระเบียบที่เข้มงวดบางอย่าง เพื่อเอื้อให้เกิดนวัตกรรมในท้องถิ่น ซึ่งนั่นหมายความว่า ยุโรปอาจสูญเสียสถานะ ต้นแบบการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ไปบ้างเพื่อแลกกับความอยู่รอดทางเทคโนโลยี
ถึงกระนั้น ทิศทางลมได้เปลี่ยนไปแล้ว ผลสำรวจจาก Gartner ปลายปี 2025 ชี้ว่า ผู้นำด้านไอทีในยุโรปถึง 61% มีแผนจะย้ายไปใช้บริการคลาวด์ท้องถิ่นในยุโรปอย่าง OVHcloud หรือ SAP เริ่มขยับตัวเพื่อท้าชนยักษ์ใหญ่ การตื่นตัวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในระดับรัฐบาล แต่ลามไปถึงภาคเอกชนรายย่อย
การประกาศอิสรภาพทางดิจิทัลของยุโรปอาจยังไม่สมบูรณ์ในวันนี้ และหนทางข้างหน้ายังคงขรุขระ แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือ ยุโรปจะไม่ยอมฝากอนาคตไว้ในมือของสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป นี่คือเดิมพันครั้งใหญ่ที่โลกต้องจับตามอง เพราะผลลัพธ์ของมันอาจเปลี่ยนภูมิทัศน์เทคโนโลยีโลกไปตลอดกาล
ที่มา


