รหัสแดง! OpenAI ปรับทัพรับศึกใหญ่ ระดมพลกู้วิกฤตศรัทธา ChatGPT
Sam Altman ซีอีโอ OpenAI ประกาศภาวะฉุกเฉินภายในองค์กร สั่งระดมสรรพกำลังพนักงานชุดใหญ่ให้เร่งพัฒนา ChatGPT เป็นวาระเร่งด่วน เพื่อรับมือกับการกลับมาผงาดของ Google
KEY
POINTS
- รหัสแดง! Sam Altman สั่งปรับโครงสร้างการทำงานด่วน โดยระดมพลบุคลากรจากแผนกอื่นให้ร่วมพัฒนาฟีเจอร์และประสิทธิภาพของ ChatGPT เพียงอย่างเดียว
- โครงการพัฒนา AI Agents อัตโนมัติและระบบโฆษณาถูกสั่งชะลอออกไป เพื่อทุ่มทรัพยากรรับมือคู่แข่งรายสำคัญอย่าง Google ที่เพิ่งเปิดตัว Gemini 3 และได้รับคำชมอย่างล้นหลาม
- แม้ ChatGPT จะมียอดผู้ใช้รายสัปดาห์สูงถึง 800 ล้านคน แต่ Google ก็ไล่จี้มาติดๆ ที่ 650 ล้านคน ทำให้ OpenAI ต้องเร่งเครื่องพัฒนาโมเดลใหม่ (รหัส Garlic) และปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Sam Altman ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OpenAI ได้ส่งบันทึกข้อความภายในบริษัทเมื่อวันจันทร์ โดยประกาศสถานการณ์ที่เรียกว่า "รหัสแดง (Code Red)" หรือภาวะฉุกเฉิน สั่งการให้ระดมพลครั้งใหญ่เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ ChatGPT ให้ดียิ่งขึ้น
แหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์ออกนามให้ข้อมูลกับ Bloomberg โดยระบุว่า Altman ได้ขอให้พนักงานชะลอความคืบหน้าในโปรเจกต์อื่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เช่น การพัฒนา AI Agents และระบบโฆษณา ออกไปก่อน
แม้ในบันทึกดังกล่าว Altman จะไม่ได้ระบุเจาะจงถึงข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไข แต่รายงานจาก The Information ชี้ให้เห็นว่า ซีอีโอ OpenAI กังวลอย่างมากต่อการกลับมาผงาดของ Google ในตลาด AI ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางรายได้ของ OpenAI หากไม่รีบแก้เกม
แรงกดดันจากวอลล์สตรีทและการกลับมาของ Google
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรม AI โดยเฉพาะเมื่อบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต้องพิสูจน์ให้เหล่านักลงทุนในวอลล์สตรีทเห็นว่า เม็ดเงินหลายพันล้านดอลลาร์ที่ทุ่มลงไปนั้นสามารถสร้างผลกำไรได้จริง
จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว หลังจากที่ Alphabet (บริษัทแม่ของ Google) ได้เปิดตัวโมเดล AI ตัวล่าสุดอย่าง "Gemini 3" ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมเป็นอย่างมากในเรื่องความสามารถด้านการให้เหตุผล (Reasoning) และการเขียนโค้ด
รวมถึงการทำงานเฉพาะทางที่เคยเป็นจุดอ่อนของแชตบอต AI ทั่วไป ขณะที่ OpenAI เองก็เปิดเกมรุกด้วยการเปิดตัวเว็บเบราว์เซอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ไปเมื่อเดือนตุลาคมเพื่อชนกับ Google โดยตรง
แม้ OpenAI จะปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบันทึกข้อความภายในของบริษัท แต่ Nick Turley หัวหน้าทีม ChatGPT ได้ออกมาตอกย้ำทิศทางดังกล่าวผ่านโพสต์บน X (เดิม Twitter) ว่า
โฟกัสของบริษัทในขณะนี้คือ "การทำให้ ChatGPT มีความสามารถมากขึ้น เติบโตต่อเนื่อง และขยายการเข้าถึงไปทั่วโลก โดยยังคงไว้ซึ่งความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติและเข้าใจผู้ใช้รายบุคคล"
แหล่งข่าวให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า พนักงานบางส่วนจากทีมโฆษณา, ทีม AI Agents และทีมช้อปปิ้ง ได้รับคำสั่งให้ย้ายมาช่วยงานทีม ChatGPT โดยตรง ซึ่งรวมถึงการเข้าร่วมประชุมข้ามสายงานเพื่อระดมสมอง
รายงานจาก Wall Street Journal ยังระบุอีกว่า Altman สนับสนุนให้มีการโยกย้ายทีมชั่วคราวและจัดตารางประชุมรายวัน (Daily Call) เพื่อติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด
โดยเป้าหมายหลักตามบันทึกใน Slack ภายในบริษัทคือ การปรับปรุงฟีเจอร์ของ ChatGPT ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้แบบรายบุคคลได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการพัฒนาพฤติกรรมของโมเดลและความสามารถในการสร้างรูปภาพ
ที่น่าจับตามองคือ มีรายงานว่า OpenAI กำลังซุ่มพัฒนาโมเดล AI ตัวใหม่ภายใต้ชื่อรหัส "Garlic" ซึ่งทำผลงานได้โดดเด่นในด้านการเขียนโค้ดและการใช้เหตุผล ซึ่งเป็นทักษะที่คู่แข่งกำลังเร่งพัฒนาเช่นกัน
ในแง่ของฐานผู้ใช้งาน ตัวเลขล่าสุดชี้ให้เห็นการแข่งขันที่สูสี Google ระบุเมื่อเดือนพฤศจิกายนว่ามีผู้ใช้งานแอป Gemini ถึง 650 ล้านคน ขณะที่ OpenAI เคลมว่า ChatGPT มียอดผู้ใช้งานรายสัปดาห์แตะระดับ 800 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก Sensor Tower บริษัทวิจัยตลาดระบุว่า ยอดดาวน์โหลดแอปรายเดือนของ Gemini ในเดือนตุลาคมอยู่ที่ 73 ล้านครั้ง ซึ่งยังตามหลัง ChatGPT ที่มียอดดาวน์โหลดสูงถึง 93 ล้านครั้ง
นอกจาก Google แล้ว OpenAI ยังต้องเผชิญศึกรอบด้าน เพราะคู่แข่งคนสำคัญอย่าง Anthropic PBC ก็เพิ่งปล่อยโมเดลเวอร์ชันใหม่ออกมาเมื่อเดือนที่แล้ว
โดยเน้นจุดขายด้านการเขียนโค้ดอัตโนมัติและการช่วยงานในออฟฟิศ หวังชิงส่วนแบ่งลูกค้ากลุ่มองค์กรธุรกิจไปจากทั้ง OpenAI และ Google
สถานการณ์ "รหัสแดง (Code Red)" ของ OpenAI ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การปรับปรุงผลิตภัณฑ์ แต่คือการเดิมพันเพื่อรักษาตำแหน่ง "เจ้าตลาด AI" ท่ามกลางสมรภูมิเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์
อ้างอิง: Bloomberg


