
Google ส่งฟีเจอร์ 'ดักจับเสียง' ใช้ AI สู้แก๊งคอลเซ็นเตอร์อินเดีย
Google งัดไม้ตาย AI สู้มิจฉาชีพในอินเดีย นำร่องระบบดักจับเสียง 'แก๊งคอลเซ็นเตอร์' บน Pixel 9 แต่ยังเจอโจทย์หินเรื่องกำแพงภาษา
KEY
POINTS
- Google เปิดตัวฟีเจอร์ AI บน Pixel 9 ช่วยวิเคราะห์เสียงสนทนาเพื่อดักจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์แบบเรียลไทม์ และระบบแจ้งเตือนการแชร์หน้าจอในแอปฯ การเงิน หวังลดความเสียหายจากคดีมิจฉาชีพออนไลน์ที่พุ่งสูงขึ้นในอินเดีย
- ใช้เทคโนโลยี Gemini Nano ประมวลผลข้อมูลภายในเครื่องโดยไม่บันทึกเสียงหรือส่งข้อมูลออกสู่ภายนอก
- แม้เทคโนโลยีจะล้ำหน้า แต่ยังมีข้อจำกัดคือรองรับเฉพาะภาษาอังกฤษและสมาร์ทโฟนตระกูล Pixel ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดน้อยมาก สวนทางกับผู้ใช้งานส่วนใหญ่ในอินเดียที่ใช้ Android รุ่นอื่นและสื่อสารด้วยภาษาท้องถิ่น
Google เดินเกมรุกยกระดับความปลอดภัยไซเบอร์ในอินเดีย เตรียมส่งฟีเจอร์ AI ตรวจจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์แบบเรียลไทม์ลงสมาร์ทโฟน Pixel 9
พร้อมผนึกแอปฯ การเงินแจ้งเตือนเมื่อมีการแชร์หน้าจอ หวังหยุดยั้งวิกฤตสแกมเมอร์ที่กำลังกัดกินเศรษฐกิจทั่วโลก
แต่หลายฝ่ายมองว่ายังเป็นเพียงก้าวแรก เหตุระบบยังรองรับแค่ภาษาอังกฤษซึ่งไม่ครอบคลุมผู้ใช้งานส่วนใหญ่
ปัญหามิจฉาชีพออนไลน์ในอินเดียกำลังทวีความรุนแรงจนเข้าขั้นวิกฤต สอดคล้องกับจำนวนผู้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตหน้าใหม่ที่พุ่งสูงขึ้น
ผนวกกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปพึ่งพาสมาร์ทโฟนในการทำธุรกรรมการเงินและเข้าถึงบริการภาครัฐ
ข้อมูลจากธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ชี้ให้เห็นตัวเลขที่น่ากังวล โดยในปี 2024 คดีทุจริตในภาคธนาคารกว่าครึ่งมาจากช่องทางออนไลน์ รวม 13,516 คดี
คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 5.2 พันล้านรูปี (ราว 2 พันล้านบาท)
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีกเมื่อกระทรวงมหาดไทยของอินเดียเปิดเผยว่า เพียงแค่ 5 เดือนแรกของปี 2025 เม็ดเงินกว่า 7 หมื่นล้านรูปี (ราว 2.6 หมื่นล้านบาท) ได้ถูกดูดหายไปจากระบบเพราะภัยจากสแกมเมอร์บนโลกออนไลน์
ซึ่งตัวเลขจริงคาดว่าจะสูงกว่านี้มาก เนื่องจากผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะไม่แจ้งความ เพราะสับสนในขั้นตอนหรือต้องการเลี่ยงการถูกตรวจสอบ
ชู AI 'Gemini Nano' เกราะป้องกันแก๊งคอลเซ็นเตอร์
เพื่อแก้ปัญหานี้ เมื่อวันพฤหัสบดี Google ได้ประกาศขยายผลฟีเจอร์ 'ตรวจจับการหลอกลวง' (Scam Detection) สู่ตลาดอินเดีย
โดยดึงศักยภาพของ AI รุ่นจิ๋วแต่แจ๋วอย่าง Gemini Nano เข้ามาช่วยดักฟังและวิเคราะห์บทสนทนาที่มีความเสี่ยงแบบเรียลไทม์
จุดเด่นคือการทำงานแบบ On-device หรือประมวลผลเบ็ดเสร็จภายในเครื่อง ไม่มีการบันทึกเสียงหรือส่งข้อมูลออกไปยังเซิร์ฟเวอร์ภายนอกเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว
หากระบบตรวจพบว่าเป็นสายจากมิจฉาชีพ จะส่งเสียงสัญญาณเตือนผู้ใช้ทันที โดยฟีเจอร์นี้จะปิดการทำงานไว้เป็นค่าเริ่มต้น และจะทำงานเฉพาะกับเบอร์แปลกที่ไม่ได้เมมชื่อไว้เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม Google ให้ข้อมูลกับสำนักข่าว TechCrunch ว่า ในระยะแรกฟีเจอร์นี้จะรองรับเฉพาะผู้ใช้ Pixel 9 และรุ่นที่ใหม่กว่า
แต่ที่สำคัญคือ 'รองรับเฉพาะบทสนทนาภาษาอังกฤษ' เท่านั้น
เงื่อนไขดังกล่าวกลายเป็นข้อจำกัดในการเจาะตลาดอินเดีย เพราะแม้ระบบปฏิบัติการ Android จะครองส่วนแบ่งตลาดถึง 96% แต่สมาร์ทโฟนตระกูล Pixel กลับมีส่วนแบ่งไม่ถึง 1% เท่านั้น
อีกทั้งประชากรส่วนใหญ่ยังสื่อสารด้วยภาษาท้องถิ่นมากกว่าภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ค่ายเทคโนโลยีทั้ง Google และ Amazon พยายามเร่งปรับปรุงบริการ
ให้รองรับภาษาท้องถิ่นในช่วงปีที่ผ่านมา (ทาง Google แจ้งเพียงว่ากำลังเร่งขยายฟีเจอร์นี้ไปยัง Android รุ่นอื่น แต่ยังไม่มีกำหนดการที่ชัดเจน)
ผนึกแอปฯ การเงิน สกัดภัย 'มิจฉาชีพดูดเงิน'
นอกจากการดักจับเสียงสนทนา Google ยังจับมือกับพันธมิตรแอปฯ การเงินรายใหญ่ในอินเดียอย่าง Navi, Paytm และ Google Pay เพื่อทดสอบระบบแจ้งเตือนการแชร์หน้าจอ (Screen-sharing alerts)
มาตรการนี้มุ่งเป้าจัดการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้วิธีหลอกล่อให้เหยื่อแชร์หน้าจอเพื่อขโมยรหัส OTP หรือ PIN
โดยระบบจะแจ้งเตือนผู้ใช้ Android 11 ขึ้นไป ให้สามารถกดตัดสายและหยุดแชร์หน้าจอได้ทันทีในปุ่มเดียว
ซึ่ง Google ยืนยันว่าจะขยายความร่วมมือไปยังแอปฯ อื่นๆ เพิ่มเติม พร้อมเตรียมรองรับการแจ้งเตือนเป็นภาษาท้องถิ่นอินเดียในอนาคต
ที่ผ่านมา Google พยายามใช้มาตรการเชิงรุกหลายด้าน เช่น การใช้ Google Play Protect เข้ามาช่วยบล็อกการติดตั้งแอปฯ นอกสโตร์ (Sideloading) ที่มีความเสี่ยง
โดยเฉพาะแอปฯ เงินกู้นอกระบบ ซึ่งปีนี้สามารถสกัดกั้นไปได้แล้วกว่า 115 ล้านครั้ง รวมถึงบริการ Google Pay ที่แจ้งเตือนธุรกรรมต้องสงสัยกว่าล้านรายการต่อสัปดาห์
นอกจากนี้ยังมีการทำแคมเปญให้ความรู้ DigiKavach และร่วมมือกับแบงก์ชาติอินเดียจัดทำรายชื่อแอปฯ สินเชื่อที่ถูกกฎหมายเพื่อเป็นฐานข้อมูลให้ประชาชน
อย่างไรก็ดี เส้นทางการต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์ในอินเดียยังอีกยาวไกล Google (และคู่แข่งอย่าง Apple) ยังคงถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการคัดกรองแอปพลิเคชันบนสโตร์ หลังพบว่ายังมีแอปปลอมและแอปหลอกลงทุนเล็ดลอดผ่านการตรวจสอบไปได้
สะท้อนให้เห็นว่าแม้เจ้าของแพลตฟอร์มจะพยายามอุดรูรั่วแค่ไหน แต่สแกมเมอร์ก็ยังคงสรรหาวิธีใหม่ๆ มาเจาะระบบนิเวศดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกนี้อยู่ดี
อ้างอิง:







