จีนผงานด้วยโอเพนซอร์ส ไล่จี้สหรัฐฯห่างในระดับนาโนวินาที
ปี 2025 เป็นปีที่ จีน กลายเป็นผู้ท้าชิงผู้นำ AI อย่างจริงจัง ด้วยโมเดลโอเพนซอร์สต้นทุนต่ำแต่ประสิทธิภาพสูง แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีพลิกโฉมภูมิทัศน์โลกเร็วกว่าที่คิด
KEY
POINTS
- จีนพัฒนาเทคโนโลยี AI ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจนมีศักยภาพทัดเทียมและไล่ตามสหรัฐฯ อย่างกระชั้นชิด
- กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้จีนผงาดขึ้นมาคือการใช้โมเดลโอเพนซอร์ส ซึ่งช่วยเร่งการพัฒนาและแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านฮาร์ดแวร์
- ความสำเร็จนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างมหาศาลจากภาครัฐ ทั้งในด้านเงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน และการเข้าถึงข้อมูลจำนวนมาก
ปี 2025 อาจถูกจารึกไว้ว่าเป็นปีที่โลกเทคโนโลยีต้องหันมาจับตามอง จีน ในฐานะผู้ท้าชิงตำแหน่งผู้นำ AI อย่างเต็มตัว การผงาดขึ้นมาของ Deepseek ที่แสดงศักยภาพการใช้เหตุผล (Reasoning) ได้อย่างน่าทึ่ง แม้จะใช้ทรัพยากรและต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่งจากสหรัฐฯ มหาศาล ได้กลายเป็นสัญญาณเตือนครั้งสำคัญ
แม้ประสิทธิภาพโดยรวมอาจยังไม่เทียบเท่าโมเดลเรือธง แต่ ช่องว่าง ที่เคยห่างไกล บัดนี้กลับหดสั้นลงจนเหลือเพียงไม่กี่ก้าว แรงกระเพื่อมครั้งนี้ทำให้ยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ตระหนักว่า คู่แข่งตัวฉกาจไม่ได้มีเพียงผู้เล่นหน้าเดิมในประเทศอีกต่อไป
คำถามที่ดังกระหึ่มไปทั่วโลกคือ อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้จีนทะยานขึ้นมาเขย่าบัลลังก์เจ้าตลาดได้เร็วถึงเพียงนี้?
ห่างกันแค่นาโนวินาที เมื่อ AI จีนหายใจรดต้นคอ
จีนไม่ได้มีเพียง Deepseek ที่สร้างแรงสั่นสะเทือน กองทัพ AI ของจีนกำลังถาโถมเข้าสู่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ Qwen จาก Alibaba ที่มีความสามารถรอบด้านตั้งแต่การแปลภาษาไปจนถึงการตัดต่อวิดีโอ หรือการเปิดตัว Kimi K2 Thinking จาก Moonshot AI ที่ประกาศศักยภาพเทียบชั้น GPT-5 หรือ Claude 4.5
ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับคำกล่าวของ Jensen Huang ซีอีโอ Nvidia ในงาน AI Summit ที่ลอนดอน ที่ยอมรับว่า จีนกำลังจะชนะการแข่งขันด้าน AI จากความก้าวหน้าที่ตามหลังเพียงระดับนาโนวินาที และพร้อมจะแซงหน้าสหรัฐฯ ไปในไม่ช้า
เบื้องหลังความสำเร็จอันก้าวกระโดดนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการวางรากฐานที่ทรงพลังและกลยุทธ์ที่แยบยล
เคล็บลับของจีน รัฐหนุน-ทุนหนา-ดาต้ามหาศาล
ปัจจัยเร่งที่ชัดเจนที่สุดคือ การสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเข้มข้น รัฐบาลจีนไม่ได้มอง AI เป็นแค่เทคโนโลยี แต่คือ ยุทธศาสตร์ชาติชาติ แผน The Next Generation Artificial Intelligence Development Plan คือเข็มทิศที่ตั้งเป้าหมายชัดเจนว่า จีนจะเป็นผู้นำ AI โลกภายในปี 2030 โดยมีการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมในทุกมิติ ตั้งแต่
1.สร้างคน จีนทุ่มเทในการผลิต ดึงตัว และสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญอย่างกว้างขวาง หลักฐานคือบทความวิจัยด้าน Computer Vision กว่าครึ่งในงาน AI Summit ที่ลอนดอน มาจากนักวิจัยในสถาบันของจีน
2.อัดฉีดทุน กองทุน National Venture Capital Guidance Fund อัดฉีดเม็ดเงินมหาศาลกว่า 1.38 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 4.47 ล้านล้านบาท) เพื่อต่อยอดเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งหุ่นยนต์ ชิป และ AI
3.วางโครงสร้างพื้นฐาน มีการจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดยักษ์ทั่วประเทศ โดยความร่วมมือจากรัฐและเอกชน (Huawei, Alibaba, Tencent) เพื่อเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรม
4.ปลดล็อกกฎหมาย จีนปรับแก้ข้อบังคับด้านความปลอดภัยข้อมูลให้เอื้อต่อการพัฒนา AI ลดข้อจำกัดที่ชาติตะวันตกต้องเผชิญ
5.ขุมทรัพย์ข้อมูล ด้วยประชากร 1.4 พันล้านคน และการที่รัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลออนไลน์ได้ทั้งหมด ทำให้เอกชนที่ร่วมมือกับรัฐ สามารถเข้าถึงข้อมูลสำหรับการเทรน AI ในปริมาณมหาศาลอย่างที่ไม่มีใครเทียบได้
แต่สิ่งที่ทำให้ AI จากจีน "น่ากลัว" ยิ่งกว่าการสนับสนุนจากรัฐ คือกลยุทธ์การเข้าถึงตลาด
กลยุทธ์พลิกเกมสำคัญ โมเดลโอเพนซอร์ส
ไพ่เด็ดของจีนที่แตกต่างจากโมเดลปิด (Closed-Source) ของสหรัฐฯ คือ โมเดลส่วนใหญ่ ทั้ง Deepseek, Qwen หรือ Kimi K2 ล้วนเปิดเป็น "โอเพนซอร์ส" (Open-Source) นี่คือหัวใจสำคัญที่อาจทำให้จีนพลิกกลับมาเทียบชั้นสหรัฐฯ ได้
การเปิดให้ใช้งานฟรีหรือในราคาถูก ถือเป็นการดึงดูดให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วโลกเข้ามาศึกษา แก้ไข และช่วยปรับปรุงโมเดลให้เก่งขึ้น เปรียบเสมือนการระดมสมองจากโปรแกรมเมอร์ทั่วโลกมาช่วยกันอุดช่องโหว่และหาทางใช้งานที่ดีที่สุด โดยที่จีนแทบไม่ต้องลงทุนเพิ่ม
สำหรับจีนที่ถูกสหรัฐฯ แบนการเข้าถึงชิประดับสูง กลยุทธ์นี้คือทางลัดที่ยอดเยี่ยม เมื่อคนทั่วโลกช่วยกันปรับแต่งโมเดลให้สามารถทำงานได้ดีแม้บนชิปหรืออุปกรณ์ที่ไม่สูงมากนัก ก็เท่ากับเป็นการแก้ปัญหาการคว่ำบาตรทางฮาร์ดแวร์ไปโดยปริยาย
นี่คือการเดินตามรอยความสำเร็จในอดีตของ OpenAI ที่เคยปล่อย GPT-2 ให้คนใช้ฟรี จนสามารถต่อยอดมาเป็น ChatGPT ที่เปลี่ยนโลกได้
นอกจากนี้ยังเป็นกลยุทธ์ทุ่มตลาดที่จีนถนัด ด้วยการสนับสนุนจากรัฐ ทำให้พวกเขาสามารถยืนระยะการตัดราคาได้นานกว่าเอกชนในประเทศอื่น เพื่อดึงดูดธุรกิจและองค์กรขนาดเล็กที่ไม่มีงบประมาณเข้าถึงโมเดลราคาแพงของสหรัฐฯ
การเปิดให้เข้าถึงง่าย คือ ซอฟต์พาวเวอร์ทางเทคโนโลยี สร้างความคุ้นเคยในระบบนิเวศของจีน เหมือนที่ Android ของ Google ทำสำเร็จมาแล้ว
ในอนาคตแม้โมเดลจีนจะยังไม่ดีที่สุด แต่ถ้าโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลกถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับโมเดลจากจีน ก็เท่ากับจีนครองตลาด AI ไปโดยปริยาย
การแก้เกมของสหรัฐฯ กลับมาสนใจโอเพนซอร์ส
แน่นอนว่าสหรัฐฯ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขามองเห็นกลยุทธ์นี้และเริ่มแก้เกมทันที
1.ใช้โอเพนซอร์สสู้ สหรัฐฯ กลับมาให้ความสำคัญกับโมเดลโอเพนซอร์สอีกครั้ง ทั้งแผน U.S. AI Action Plan ของประธานาธิบดีทรัมป์ และการที่ OpenAI ต้องยอมปล่อยโมเดล gpt-oss-120b ออกมาสู้ในตลาดเปิด
2.บีบด้วยฮาร์ดแวร์ ข้อจำกัดด้านการเข้าถึงชิประดับสูงยังคงเป็นจุดตายที่สหรัฐฯ ครอบครอง การได้ใช้งานฮาร์ดแวร์ประสิทธิภาพสูงโดยตรงย่อมได้เปรียบในการพัฒนา
3.สงครามราคา บริษัท AI ยักษ์ใหญ่เริ่มเปิดแพ็คเกจราคาประหยัด เช่น ChatGPT GO หรือ Google AI เพื่อดึงมวลชนให้เข้าถึงและใช้งานง่ายขึ้น
4.ขยายอิทธิพลทั่วโลก สหรัฐฯ เร่งขยายการลงทุนและตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศพันธมิตร เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, อินเดีย หรือแม้แต่ในไทย เพื่อสร้างเครือข่ายเทคโนโลยีของตนเองให้กว้างขวาง
สมรภูมิ AI ครั้งนี้จึงดุเดือดเลือดพล่านยิ่งกว่าครั้งไหน และไม่ใช่แค่การแข่งขันทางเทคโนโลยี แต่คือการเดิมพันอนาคตของระเบียบโลกใหม่ ที่เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า สุดท้ายแล้วในเกมนี้ ใครจะเป็นผู้ชนะ
ที่มา
https://medium.com/%40mparekh/ai-china-leads-us-in-open-source-llm-ais-rtz-744-9b5c1a154393
https://www.weforum.org/stories/2025/06/china-ai-breakthroughs-no-surprise/
https://theconversation.com/will-china-win-the-ai-race-269415


