posttoday
โอกาสการค้าและการลงทุนไทย จากนโยบาย Belt and Road Initiative ของจีน

โอกาสการค้าและการลงทุนไทย จากนโยบาย Belt and Road Initiative ของจีน

23 กรกฎาคม 2563

โดย สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)www.itd.or.th

ปัจจุบันบทบาทจีนด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ ได้โดดเด่นขึ้นอย่างมากส่วนหนึ่งเป็นเพราะจีนได้ผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศที่อยู่ในแนวเส้นทางสายไหมใหม่ภายใต้ชื่อเรียกว่า “ข้อริเริ่ม BRI” (Belt and Road Initiative) ข้อริเริ่ม BRI ของจีนซึ่งครอบคลุม 71 ประเทศและร้อยละ 63 ของประชากรโลก

นับเป็นการขยายบทบาทและแสวงหาผลประโยชน์ของจีนโดยการเชื่อมโยงกับภูมิภาคต่างๆทั่วโลก ภายใต้ความพยายามที่จะสร้าง “โมเดลใหม่” ในการบูรณาการจีนกับภูมิภาคต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรมและใช้ได้จริง เช่น การเชื่อมโยงระบบรางผ่านเส้นทางรถไฟจากจีนผ่านหลายประเทศไปจนถึงภูมิภาคยุโรป

การแสดงบทบาทผู้นําของจีนในระดับโลกทั้งด้านการค้าและการต่างประเทศนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics)ของโลกที่ประเทศกําลังพัฒนาและประเทศในภูมิภาคเอเชียโดยเฉพาะจีนจะมีบทบาทต่อการกําหนดรูปแบบทิศทางการค้าและการลงทุนโลกมากยิ่งขึ้น โดย ไทย จีน และประเทศในภูมิภาคอาเซียนถือเป็นประเทศพันธมิตรทางเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงที่สําคัญ

จีนถือเป็นประเทศคู่ค้าที่สําคัญของไทยและประเทศภูมิภาคอาเซียน ทั้งการเป็นตลาดรองรับการส่งออกและเป็นแหล่งนําเข้า นอกจากนั้น จีนถือเป็นประเทศผู้ลงทุนสําคัญในไทยและประเทศอาเซียนอื่นๆ ในด้านการค้าระหว่างประเทศ

แม้จีนจะเป็นตลาดหลักสำคัญที่สุดของไทย แต่สินค้าที่ไทยส่งออกไปจีนส่วนใหญ่ยังเป็นเพียงแค่กลุ่มวัตถุดิบหรือกึ่งวัตถุดิบที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ เช่นเม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง และเคมีภัณฑ์

ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าทุนและเครื่องมือเครื่องจักรมูลค่าสูงจากจีน เช่น สินค้าประเภทเครื่องจักรไฟฟ้า เครื่องจักรกล ด้วยโครงสร้างการค้าเช่นนี้ จึงทำให้ไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้ากับจีน จากการประสานนโยบายระหว่างไทยและจีน เช่น ข้อริเริ่ม BRI, Made in China 2025, GBA, กับ Thailand 4.0 และโครงการ EEC ทำให้บริษัทจีนมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการมาลงทุนในประเทศไทย

ในทางปฏิบัติ มีบริษัทจีนจำนวนไม่น้อยที่อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะมาลงทุนในไทยโดยเฉพาะพื้นที่ EEC และคาดกันว่าการลงทุนจากจีนมีส่วนสำคัญในการผลักดันโครงการ EEC ให้มีความคืบหน้าและประสบความสำเร็จ

ในด้านการลงทุนของจีนในไทย ปัจจุบันมี 123 บริษัทในจีนที่ได้เข้ามาลงทุนในไทย และพื้นที่ EEC เช่น หัวเว่ย พีซีแอล จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมส่งเสริมการลงทุนเปิดเผยว่า นักลงทุนจีนและฮ่องกง มีการลงทุนในพื้นที่ EEC เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยในปี 2561 มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอเพิ่มเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2560 ด้วยมูลค่า 42,562 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปโลหะ เครื่องจักรและชิ้นส่วนยานยนต์

ขณะที่ช่วงไตรมาสแรกของปี 2562 นักลงทุนจีนยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนใน EEC แล้วกว่า 9,600 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 12.8 ของมูลค่าการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนใน EEC ทั้งหมดรวม 75,097 ล้านบาท

จากผลกระทบจากนโยบาย BRI นี้ทำให้ไทยควรมีการตรียมพร้อมมากขึ้นโดยจะต้องมีการปรับโครงสร้างสินค้าส่งออกไปจีนอย่างจริงจัง โดยเน้นการส่งออกสินค้าสำเร็จรูปเพื่อการอุปโภคบริโภคไปป้อนผู้บริโภคจีนให้มากขึ้น เช่น อัญมณี เครื่องประดับตกแต่งบ้าน

ซึ่งในขณะนี้มีผู้บริโภคจีนที่นิยมสั่งสินค้าออนไลน์มากที่สุดในโลกประมาณ 650 ล้านคนที่สั่งสินค้าออนไลน์ผ่านมือถือ จึงเป็นโอกาสดีสำหรับการปรับโครงสร้างการส่งออกสินค้าสำเร็จรูปจากไทยไปจีนอย่างจริงจังด้านการลงทุน

รัฐบาลควรปรับโครงสร้างการลงทุนในการให้สิทธิประโยชน์การลงทุนในเชิงคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณ และควรมีเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่รัดกุมในการส่งเสริมการลงทุนจากจีน เช่น

1.ต้องเป็นโครงการลงทุนที่จะเอื้อประโยชน์ตอบแทนให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่นของไทย 2.ต้องช่วยสร้างสร้างงานและสร้างความเข้มแข็งให้คนไทย ในด้านต่าง ๆ เช่น ความรู้วิชาชีพ เทคโนโลยีหรือในลักษณะให้มีการตั้ง บริษัทลูก ที่บริหารโดยคนไทยเพื่อสนับสนุนบริษัทแม่ เป็นต้น 3.ต้องเป็นการลงทุนที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและใช้วัตถุดิบภายในประเทศของไทย โดยเฉพาะด้านการเกษตรและช่วยแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำในบางกรณีที่เกี่ยวข้อง เช่น จัดตั้งโรงงานผลิตยางรถยนต์ภายในประเทศ โดยใช้น้ำยางดิบจากเกษตรกรชาวไทย เป็นต้น

โครงการ BRIนี้ จะเป็นการหยิบยื่นโอกาสกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ทั้งด้านการสร้างงานและการกระจายรายได้ให้กับคนในพื้นที่หากมีการค้าการลงทุนและการผลิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือขยายตัวมากขึ้น

แต่ทั้งหมดนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยอัตโนมัติ จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่ดีและการรับฟังข้อคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ ทั้งจากภาคประชาชน ภาคเอกชน กลุ่มธุรกิจ เกษตรกร ผู้ประกอบการขนาดย่อม ฯลฯ

เพื่อเปิดโอกาสให้ได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการผลประโยชน์ในเชิงพื้นที่รวมทั้งการรับฟังข้อเสนอแนะของผู้ เชี่ยวชาญที่รู้จริงแล้วมาปรับโครงการตามความเหมาะสม

สำหรับเนื้อหารายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ดังกล่าว สามารถรับชมได้จากการสัมมนาเผยแพร่ผลงานวิจัยประจำปีของสถาบันฯ “ITD Research Forum 2020 online seminar” ซึ่งรับชมย้อนหลังได้ที่เว็บไซต์ www.itd.or.th และ ITD Facebook LIVE

ข่าวล่าสุด

RS สะดุด! ตลท. ขึ้น CB จับตาวิกฤติหนี้ ส่วน PPPM เจอซ้ำฐานะการเงินเปราะ

RS สะดุด! ตลท. ขึ้น CB จับตาวิกฤติหนี้ ส่วน PPPM เจอซ้ำฐานะการเงินเปราะ