เจเรมี่ ยี ราชาสเต็มเซลล์อาเซียน
หนึ่งในกิจการที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในอาเซียน ภายใต้แนวคิดธุรกิจ “ธนาคารสเต็มเซลล์”
โดย...ทศพล หงษ์ทอง
หนึ่งในกิจการที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในอาเซียน ภายใต้แนวคิดธุรกิจ “ธนาคารสเต็มเซลล์” ทำให้ เจเรมี่ ยี นักธุรกิจใหญ่ชาวสิงคโปร์ แทบจะเป็นผู้เล่นเพียงรายเดียวในอาเซียนที่สามารถขยายอาณาจักรธุรกิจ คอร์ดไลฟ์ (Cordlife) ของเขาได้อย่างรวดเร็ว จากจุดเริ่มต้นธุรกิจสตาร์ทอัพเล็กๆ เมื่อ 15 ปีก่อน ด้วยไอเดียง่ายๆ บริการธนาคารเลือดสำหรับเด็ก และทำให้พบว่าชาวเอเชียชอบลงทุนเพื่อลูก ที่ทำให้เขาสามารถเบนความสนใจประชากรกว่า 22% ในประเทศ หันมาใช้บริการสเต็มเซลล์ได้
Cordlife เริ่มต้นทำธุรกิจด้วยการเก็บรักษาสเต็มเซลล์ที่อยู่ในเลือดของสายสะดือของทารกหลังคลอด โดยเก็บไว้เพื่อนำไปใช้รักษาคนในครอบครัว โดยเฉพาะโรคทางพันธุกรรม อาทิ ทาลัสซีเมีย โรคฮีโมฟีเลีย โรคลูคีเมีย และโรคมะเร็งของเซลล์เม็ดเลือด นอกจากนี้ยังทำธุรกิจสินค้าและบริการสาธารณสุขสำหรับแม่และเด็กอีกด้วย
หลังจากที่ Cordlife ครองตลาดธุรกิจบริการดังกล่าวในบ้านเกิดประเทศสิงคโปร์ได้กว่า 70% แล้ว จึงเริ่มรุกตลาดอาเซียน พร้อมยึดหัวหาดตลาดในมาเลเซียได้มากถึง 65% ก่อนขยายไปยังประเทศฟิลิปปินส์ จนในที่สุดได้กลายเป็นผู้เล่นรายเดียวในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดที่อุดมไปด้วยทรัพยากรมนุษย์กว่าครึ่งหนึ่งของอาเซียน พร้อมพุ่งเป้าหมายไปยังประเทศอินเดียและสาธารณรัฐประชาชนจีนได้อีกด้วย จากการวางแผนธุรกิจและตลาดของ เจเรมี่ ยี ทำให้สามารถครองส่วนแบ่งตลาดอินเดียได้มากถึง 39% โดยกระจายสาขาไปยัง 42 เมือง และผลักดันให้มีผลประกอบการในอินเดียเมื่อปีที่ผ่านมาขยายตัวถึง 94%
สำหรับสาธารณรัฐประชาชนจีน ถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ตลาดสินค้าและบริการสาธารณสุขเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มแม่และเด็กที่จะเติบโตได้มากถึง 3.5 แสนล้านบาท ในปี 2563 ทำให้ Cordlife ยังมีเวลากระชับพื้นที่ตลาดแม่และเด็กได้ไม่ยาก ขณะเดียวกันอัตราการเก็บสเต็มเซลล์ของประชากรก็เพิ่มขึ้นเป็น 21% โดยผลประกอบการปีที่แล้วยิ่งตอกย้ำการเติบโตของบริษัท จากมูลค่ารวมกว่า 17.3% รายได้ขยายตัวอีก 28.8% พร้อมกำไรหลังจากหักภาษีอีก 7.3% จากปัจจุบัน Cordlife มีลูกค้ากว่า 1 แสนคน และพนักงานอีก 700 คนทั่วภูมิภาคเอเชีย
ขณะเดียวกัน เจเรมี่ ยี ก็พร้อมส่งเสริมผู้เล่นหน้าใหม่เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้อาณาจักรของเขา โดยขยายตลาดสินค้าและบริการสาธารณสุขในประเทศ จนสามารถสร้างมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีได้มากถึง 9.5 หมื่นล้านบาท โดยกระจายเม็ดเงินลงสู่ท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้สิงคโปร์ถูกยกให้เป็นอันดับที่ 4 ของประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขดีที่สุดในโลก
“การเก็บสเต็มเซลล์ก็เหมือนกับการทำประกันภัย เพื่อลดความเสี่ยงจากการสูญเสียให้กับคนในครอบครัว ในสิงคโปร์บริการเก็บสเต็มเซลล์บนระยะเวลา 21 ปี มีค่าใช้จ่ายประมาณ 1.55 แสนบาท ทว่าโอกาสของคุณมีเพียงครั้งเดียว” เจเรมี่ กล่าว
ถือเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจสำหรับผู้อยากเริ่มต้นธุรกิจ เพราะความสำเร็จอาจคล้ายการเก็บรักษาสเต็มเซลล์ตรงที่ “โอกาสของคุณมีเพียงครั้งเดียว”


