เมื่อมหาอำนาจขัดแย้ง คลังแสงนิวเคลียร์โลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ครั้งแรกตั้งแต่สงครามเย็น

วันที่ 13 มิ.ย. 2565 เวลา 17:39 น.
เมื่อมหาอำนาจขัดแย้ง คลังแสงนิวเคลียร์โลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ครั้งแรกตั้งแต่สงครามเย็น
คลังแสงอาวุธนิวเคลียร์บนโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น นอกจากนี้ความเสี่ยงของการใช้อาวุธดังกล่าวก็เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษด้วย

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. Reuters อ้างรายงานจากสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (SIPRI) ว่าคลังแสงอาวุธนิวเคลียร์บนโลกมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นครั้งแรกหลังจากที่ลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น นอกจากนี้ความเสี่ยงของการใช้อาวุธดังกล่าวก็เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษด้วย

SIPRI กล่าวว่าจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ทั่วโลกลดลงจาก 13,080 หัวในเดือนม.ค. 2021 มาเป็น 12,705 หัวเมื่อเดือนม.ค. 2022 โดยหัวรบประมาณ 3,732 หัวถูกนำไปใช้กับขีปนาวุธและเครื่องบิน ขณะที่ประมาณ 2,000 หัวอยู่ในสถานะเตรียมพร้อมสูง ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นของรัสเซียและสหรัฐ

แต่หลังจากที่รัสเซียเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา และตะวันตกก็ให้การสนับสนุนด้านอาวุธแก่ยูเครน ได้เพิ่มความตึงเครียดให้แก่ 9 ประเทศที่ติดอาวุธนิวเคลียร์ ได้แก่ จีน ฝรั่งเศส อินเดีย อิสราเอล เกาหลีเหนือ ปากีสถาน รัสเซีย สหรัฐ และสหราชอาณาจักร

วิลเฟร็ด วาน ผู้อำนวยการโครงการ Weapons of Mass Destruction ของ SIPRI กล่าวว่า ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมดกำลังยกระดับคลังอาวุธของตน และหลายประเทศเริ่มยกระดับบทบาทของอาวุธนิวเคลียร์ในยุทธศาสตร์ทางการทหารแล้ว

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียเองก็ได้สั่งการให้กองกำลังนิวเคลียร์ของประเทศมีความตื่นตัวในระดับสูง ไม่นานหลังจากที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน

ปูตินยังเตือนถึงผลที่จะเกิดขึ้น "อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในหน้าประวัติศาสตร์" สำหรับประเทศที่ขวางทางรัสเซีย

ทั้งนี้ รัสเซียเป็นประเทศที่มีคลังอาวุธนิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีหัวรบทั้งหมด 5,977 หัว ซึ่งมากกว่าสหรัฐประมาณ 550 หัว โดยทั้งสองประเทศมีหัวรบนิวเคลียร์คิดเป็นมากกว่า 90% ของทั้งโลก แม้ว่าจีนจะกำลังยกระดับคลังอาวุธนิวเคลียร์ของตน

ด้าน คิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ลั่นวาจาว่าเกาหลีเหนือจะเดินหน้าพัฒนาขีดความสามารถในการโจมตีที่น่าเกรงขามต่อไป เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเผชิญหน้ากับจักรวรรดินิยมอเมริกาที่มาพร้อมอันตรายของสงครามนิวเคลียร์

ขณะที่ คิม ยอ-จอง น้องสาวของคิม จอง-อึน กล่าวว่าเกาหลีเหนือพร้อมที่จะใช้อาวุธนิวเคลียร์ถล่มกองทัพเกาหลีใต้หากถูกโจมตีก่อน "ในกรณีที่เกาหลีใต้เลือกที่จะเผชิญหน้าทางทหารกับเรา กองกำลังนิวเคลียร์ของเราจะต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้"

สเตฟาน เลิฟเวียน ประธานกรรมการบริหาร SIPRI และอดีตนายกรัฐมนตรีสวีเดนกล่าวว่า "ความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจของโลกได้เสื่อมถอยลงอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเวลาที่มนุษยชาติและโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายมากมาย ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยอาศัยความร่วมมือในระดับประชาคมโลกเท่านั้น"

Photo by KCNA/via REUTERS