จีนยังคุมไม่อยู่ Omicron ลามไปถึงชายแดนมาเก๊าแล้ว

วันที่ 15 ม.ค. 2565 เวลา 10:37 น.
จีนยังคุมไม่อยู่ Omicron ลามไปถึงชายแดนมาเก๊าแล้ว
โอมิครอนในจีนยังลามไม่หยุดล่าสุดระบาดไปถึงเมืองทางใต้ติดชายแดนมาเก๊าแล้ว

สำนักข่าว AFP รายงานว่า ทางการเมืองจูไห่ทางตอนใต้ของประเทศซึ่งติดกับชายแดนมาเก๊าสั่งระงับการเดินรถโดยสารสาธารณะทันทีหลังพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) แล้วอย่างน้อย 7 ราย โดย 1 รายอาการไม่รุนแรง ส่วนอีก 6 รายไม่แสดงอาการ

นอกจากนี้ยังเตือนประชาชนไม่ให้ออกจากเมืองโดยไม่จำเป็น หากจำเป็นต้องเดินทางต้องแสดงผลการตรวจหาเชื้อที่ออกมาเป็นลบซึ่งตรวจภายใน 24 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง

การพบผู้ติดเชื้อครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากทางการเมืองจูไห่สั่งปูพรมตรวจหาเชื้อเชิงรุกประชากรกว่า 2.4 ล้านคนวานนี้ (14 ม.ค.) หลังจากเมืองจงชานซึ่งอยู่ใกล้เคียงพบผู้ติดเชื้อเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทางการจีนพยายามควบคุมไม่ให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นตามนโยบายกำจัดโควิดให้เป็นศูนย์ หรือ Zero Covid โดยประชากรหลายล้านคนทั่วประเทศต้องถูกล็อกดาวน์ เที่ยวบินในประเทศหลายเที่ยวต้องถูกยกเลิก โรงงานหลายแห่งต้องปิดชั่วคราวในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

ทว่าการระบาดของเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนในประเทศทำให้เชื้อแพร่กระจายไปอีกหลายเมือง เริ่มจากเมืองเทียนจินซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญทางตอนเหนือไม่ไกลจากกรุงปักกิ่ง หลังพบโอมิครอนระบาดในชุมชนครั้งแรกเมื่อต้นเดือนตัวเลขผู้ติดเชื้อก็เพิ่มขึ้นเป็นหลักร้อย

จากนั้นเชื้อแพร่ไปถึงเมืองอันหยางทางตอนกลางของประเทศ ซึ่งเชื่อมโยงกับนักศึกษาที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากเมืองเทียนจิน จนอัยหยางกลายเป็นจุดฮอตสปอตการแพร่ระบาดจุดล่าสุด

นักศึกษาอีกรายหนึ่งที่เดินทางกลับจากเมืองเทียนจินนำเชื้อไปยังเมืองต้าเหลียน เมืองท่าทางตะวันอกเฉียงเหนือซึ่งเป็นจุดสำคัญในการขนส่งสินค้าควบคุมความเย็น

ขณะที่เมืองท่าอย่างหนิงโปกำลังตั้งการ์ดสูงรับมือการแพร่ระบาดของเดลตา ข้อจำกัดการเดินทางต่างๆ กระทบกับการให้บริการรถบรรทุกและทำให้การปฏิบัติการของโกดังสินค้าบางแห่งชะงักลง

ด้านฝั่งตะวันออกของประเทศ เซี่ยงไฮ้พบผู้ติดเชื้อ 5 รายที่เชื่อมโยงกับผู้ป่วยรายหนึ่งที่ติดเชื้อมาจากต่างประเทศซึ่งพบว่าติดเชื้อหลังออกจากสถานที่กักตัวแล้ว

ทางตอนใต้ เมืองเซินเจิ้นเผชิญกับการแพร่ระบาดของเดลตา ขณะที่เมืองซีอานตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันลดลงเหลือหลักเดียวหลังทะยานทะลุ 150 รายในช่วงพีค

cnsphoto via REUTERS