ระบาดหนักแล้ว! สหรัฐกลับมาปิดโรงเรียนถึง 82%
สหรัฐปิดโรงเรียนเพิ่มหลายร้อยแห่งหลังโควิด-19 ระบาดหนัก
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าสหรัฐสั่งปิด 646 โรงเรียนที่เชื่อมโยงกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 356 โรงเรียนในสัปดาห์ก่อน โดยโรงเรียนในรัฐต่างๆ อาทิ มิชิแกน แมริแลนด์ เพนซิลเวเนีย และโอไฮโอ เปลี่ยนไปใช้การเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ หรือต้องปิดภาคเรียนก่อนกำหนด
รัฐบาลยังคงเรียกร้องให้ผู้ปกครองพาบุตรหลานไปฉีดวัคซีนโควิด-19 เพื่อจะได้ไม่ต้องมีโรงเรียนถูกปิดอีก โดยในบางเขตมีคำสั่งให้ครูอาจารย์เข้ารับวัคซีนด้วยเช่นกัน
ตามข้อมูลจาก American Academy of Pediatrics ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ระบุว่าหลังจากที่สหรัฐอนุมัติให้เด็กอายุ 5 ถึง 11 ปีเข้ารับวัคซีนเมื่อต้นเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา พบว่าจนถึงวันที่ 15 ธ.ค. มีเด็กอายุ 5 ถึง 11 ปีประมาณ 20% ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส ขณะที่เด็กอายุ 12 ถึง 17 ปีได้รับวัคซีนโดสแรกแล้วประมาณ 61%
รายงานระบุว่าโรงเรียนแห่งหนึ่งในยูเนียนเดล รัฐนิวยอร์ก เริ่มจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 17 ธ.ค. หลังจากที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้โรงเรียนขาดแคลนบุคลากร ขณะที่โรงเรียนอีกแห่งในรัฐเมนต้องปิดลงเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยมีนักเรียนเกือบ 70% ต้องกักตัว
อย่างไรก็ตาม บิล เดอ บลาซิโอ นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก เมืองที่มีระบบการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศซึ่งมีนักเรียนประมาณ 1 ล้านคน กล่าวว่าขณะนี้ยังไม่มีแผนที่จะปิดโรงเรียนเพิ่มอีก หลังจากที่มีห้องเรียนหลายร้อยห้องถูกปิดชั่วคราวในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
โดยข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการของนครนิวยอร์ก ณ วันที่ 19 ธ.ค. ระบุว่ามีการปิดห้องเรียน 573 ห้องและโรงเรียน 4 โรงเรียน
ในเมืองยูเนียนบีช รัฐนิวเจอร์ซีย์ โรงเรียนอนุบาลถึงเกรดแปดเพียงแห่งเดียวที่มีนักเรียนประมาณ 600 คน กำลังจะจบปีด้วยการเรียนออนไลน์หลังจากที่บุคลากรหลายคนต้องกักตัว เช่นเดียวกับในแอตแลนต้าซึ่งโรงเรียน 3 แห่งเปลี่ยนมาใช้การเรียนออนไลน์เมื่อสัปดาห์ก่อนหลังพบผู้ติดเชื้อในอาคารเรียน
ขณะที่นักเรียนในเมนโดตา อิลลินอยส์ เริ่มปิดภาคเรียนตั้งแต่วันที่ 17 ธ.ค. ที่ผ่านมา ขยับขึ้นเร็วกว่าเดิมที่กำหนดไว้เป็นสัปดาห์นี้ ส่วนโรงเรียนในวอชิงตัน ดี.ซี. จะปิดให้บริการในวันที่ 3 และ 4 ม.ค. เพื่อให้บุคลากรและครอบครัวตรวจหาเชื้อก่อนกลับไปเปิดเรียนอีกครั้ง
Photo by JOE KLAMAR / AFP


