ไช่อิงเหวินเผยไต้หวันเจอภัยคุกคามจากจีนเพิ่มขึ้นทุกวัน

วันที่ 28 ต.ค. 2564 เวลา 14:00 น.
ไช่อิงเหวินเผยไต้หวันเจอภัยคุกคามจากจีนเพิ่มขึ้นทุกวัน
ผู้นำไต้หวันเผยภัยคุกคามจากจีนเพิ่มขึ้นทุกวัน และยืนยันว่ามีทหารสหรัฐอยู่ในไต้หวันจริง

ประธานาธิบดีไช่อิงเหวินของไต้หวันให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าว CNN ว่า ภัยคุกคามจากจีนเพิ่มขึ้นทุกวัน และเป็นครั้งแรกที่ผู้นำไต้หวันยืนยันถึงการปรากฏตัวของทหารอเมริกันในไต้หวันไช่อิงเหวินเผยกับ CNN ว่า ไต้หวันคือไฟสัญญาณแห่งประชาธิปไตยที่ต้องได้รับการปกป้องเพื่อธำรงไว้ซึ่งการยึดมั่นในค่านิยมประชาธิปไตยทั่วโลก

“นี่คือเกาะที่มีผู้คน 23 ล้านคนพยายามอย่างหนักทุกวันเพื่อปกป้องตนเองและปกป้องประชาธิปไตยของเรา และทำให้แน่ใจว่าประชาชนของเรามีเสรีภาพในแบบที่พวกเขาสมควรได้รับ” ผู้นำไต้หวันกล่าว “หากเราล้มเหลว นั่นหมายความว่าผู้คนที่เชื่อในค่านิยมเหล่านี้อาจกังขาว่าสิ่งเหล่านี้คือค่านิยมที่พวกเขาควรต่อสู้เพื่อให้ได้มาหรือไม่”

ทั้งนี้ ไต้หวันและจีนแผ่นดินใหญ่แยกกันปกครองนับตั้งแต่กลุ่มชาตินิยมถอยร่นมาที่ไต้หวันในช่วงสิ้นสุดของสงครามกลางเมืองในจีนเมื่อกว่า 70 ปีก่อน

ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับจีนแผ่นดินใหญ่ตึงเครียดขึ้นและตกต่ำถึงขีดสุดในรอบหลายทศวรรษ โดยเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาจีนส่งเครื่องบินรบหลายลำเข้ามาในน่านฟ้าไต้หวันหลายครั้ง

นอกจากนี้ การให้สัมภาษณ์กับ CNN ไช่อิงเหวินยังเป็นผู้นำไต้หวันคนแรกในรอบหลายสิบปีที่ยืนยันการมีอยู่ของทหารสหรัฐที่เข้ามาฝึกอบรมให้กับกองทัพไต้หวัน

ทหารกลุ่มอเมริกันกลุ่มสุดท้ายที่เข้ามาอยู่ในไต้หวันถอนตัวออกไปเมื่อปี 1979 หลังจากสหรัฐเปลี่ยนไปสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อปีที่แล้วสื่อรายงานว่ามีทหารอเมริกันกลุ่มเล็กๆ ประจำการในไต้หวัน

นอกจากนี้ ช่วงต้นปี 2020 กองทัพสหรัฐโพสต์คลิปวิดีโอซึ่งถูกลบในเวลาต่อมาที่แสดงให้เห็นกองกำลังพิเศษของสหรัฐกำลังฝึกทหารในไต้หวัน ต่อมาเดือน พ.ย. 2020 กระทรวงกลาโหมไต้หวันประกาศและปฏิเสธในภายหลังกับสื่อท้องถิ่นว่ากองทัพสหรัฐไม่ได้เข้ามาฝึกให้กับทัพไต้หวัน

อย่างไรก็ดี ไช่อิงเหวินไม่ได้เปิดเผยตัวเลขของทหารอเมริกันที่ประจำการอยู่ในไต้หวันในขณะนี้ เพียงแต่กล่าวว่า “ไม่มากอย่างที่หลายคนคิด” และ “เรามีความร่วมมือกับสหรัฐอย่างกว้างๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันตนเองของเรา”

Photo by Sam Yeh / AFP