
ผ่ากลยุทธ์ “เบทาโกร” ปั้นยอดขาย Pet Focus สู่ 5,600 ล้าน ชูธงพรีเมียมบุกตลาดโลก
เจาะกลยุทธ์ “เบทาโกร” ดัน Pet Focus โตปีละ 30% ทะยานสู่ยอดขาย 5,600 ล้านบาท ในปี 71 ขยายพอร์ตสินค้ามูลค่าสูง รุกการตลาดเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ เปิดตลาดส่งออกศักยภาพสูง ชิงมาร์เก็ตแชร์ 8% ใน 3 ปี
KEY
POINTS
- เบทาโกรตั้งเป้าหมายยอดขายกลุ่มธุรกิจสัตว์เลี้ยง "Pet Focus" ให้เติบโตสู่ 5,600 ล้านบาทภายในปี 2571 โดยเติบโตเฉลี่ย 30% ต่อปี ชิงมาร์เก็ตแชร์ 8% ใน 3 ปี
- ชูกลยุทธ์พรีเมียม (Premiumization) โดยเพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าสูง เช่น อาหารรักษาสุขภาพและวัตถุดิบ Human Grade เพื่อตอบรับเทรนด์ Pet Humanization พร้อมสร้างแบรนด์เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่
- เร่งขยายตลาดส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และตะวันออกกลาง ควบคู่กับการเป็นผู้ผลิต OEM สินค้าพรีเมียม
ภาพรวมตลาดสัตว์เลี้ยงของไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคทองอย่างเต็มตัว จากข้อมูลของ Euromonitor และ Pet Marketing Intelligence ระบุว่า ในปี 2568 มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงอยู่ที่ 43,400 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 12% ต่อปี (ปี 2565-2568) แบ่งเป็นอาหารสุนัข มูลค่า 23,400 ล้านบาท คิดเป็น 55% ของมูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยง และอาหารแมว มูลค่า 20,000 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของมูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยง
เมื่อเจาะลึกอัตราการเติบโตเฉลี่ยในปี 2565-2568 จะพบว่า อาหารเปียกและขนมขบเคี้ยว มีอัตราการเติบโตที่โดดเด่นกว่าอาหารเม็ด
อาหารสุนัข
- อาหารเม็ด เติบโตเฉลี่ย 9%
- อาหารเปียก เติบโตเฉลี่ย 13%
- ขนมขบเคี้ยว เติบโตเฉลี่ย 10%
อาหารแมว
- อาหารเม็ด เติบโตเฉลี่ย 13%
- อาหารเปียก เติบโตเฉลี่ย 18%
- ขนมขบเคี้ยว เติบโตเฉลี่ย 16%
ทั้งนี้ ในปี 2569 คาดว่าตลาดสัตว์เลี้ยงของไทยจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 49,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 13% ต่อปี โดยอาหารเม็ดยังคงครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด 66% อาหารเปียก 20% และขนมขบเคี้ยว 14% ซึ่งสะท้อนว่าตลาดสัตว์เลี้ยงในไทยกำลังขยายตัวอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง แต่ก็เผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้น โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากกระแสการเลี้ยงสัตว์เสมือนสมาชิกในครอบครัว และครัวเรือนเดี่ยวที่นิยมเลี้ยงสัตว์แทนการมีทายาท
ท่ามกลางโอกาสมหาศาลนี้ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ BTG ภายใต้กลุ่มธุรกิจสัตว์เลี้ยง “Pet Focus” ได้ประกาศยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญเพื่อชิงส่วนแบ่งในตลาดที่มีการแข่งขันสูงนี้ โดยตั้งเป้าหมายยอดขายทะยานสู่ 5,600 ล้านบาท ภายในปี 2571 เติบโตเฉลี่ย 30% ต่อปี
“สมชาญ ศุภปีติพร” ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจสัตว์เลี้ยง บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ BTG ระบุว่า Pet Focus เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มธุรกิจ Animal Nutrition and New Venture ที่มีสัดส่วนคิดเป็น 28% ของยอดขายรวมของบริษัท
สำหรับธุรกิจสัตว์เลี้ยง BTG ดำเนินการมานานกว่า 20 ปี แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการตั้งโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะเมื่อประมาณ 8-9 ปีก่อน เพื่อแยกสายการผลิตที่ชัดเจน เนื่องจากอาหารสัตว์เลี้ยงต้องการนวัตกรรมและการผลิตที่ตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่มากกว่า
ปักธงยอดขาย 5,600 ล้านบาท ในปี 2571
ธุรกิจสัตว์เลี้ยงของเบทาโกรเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 กลุ่มธุรกิจสัตว์เลี้ยงสามารถทำยอดขาย 2,660 ล้านบาท เติบโต 25% จากปีก่อน การเติบโตมาจาก 2 ส่วนสำคัญ คือ ยอดขายในประเทศ เติบโต 18% จากปีก่อน และส่งออก เติบโต 43% จากปีก่อน
ส่วนในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายกลุ่มธุรกิจสัตว์เลี้ยงไว้ที่ 3,300 ล้านบาท เติบโต 24% จากปีก่อน โดยในไตรมาส 1/2569 มียอดขายแล้ว 721 ล้านบาท เติบโต 22% จากปีก่อน เป็นผลจากการเพิ่มกำลังการผลิต การขยายช่องทางจำหน่าย และการรุกตลาดต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน บริษัทวางเป้าหมายในช่วง 3 ปีข้างหน้า หรือปี 2571 มียอดขายทะยานสู่ 5,600 ล้านบาท อัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 30% ต่อปี (2569-2571) มุ่งเน้น 3 กลยุทธ์หลัก ประกอบด้วย
ขยายพอร์ตสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง
1.Strategic Premiumization Drive การปรับสมดุลพอร์ตโฟลิโอ โดยมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value) หรือกลุ่มพรีเมียม (Premium) มากขึ้น สาเหตุหลักมาจากเทรนด์ “Pet Humanization” หรือ “Pet Parenting” ที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงมองสัตว์เป็นลูกและยอมจ่ายเพื่อสิ่งที่ดีที่สุด
โดย Pet Focus มีผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์นี้ ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เน้นวัตถุดิบคุณภาพพรีเมียมระดับ Human Grade อาทิ อาหารประกอบการรักษาโรคกลุ่ม Therapeutic อาหารบำรุงสุขภาพและเสริมภูมิคุ้มกันกลุ่ม Wellness และขนมสัตว์เลี้ยงรูปแบบใหม่
Pet Focus ตั้งเป้าหมายจะพลิกกลับให้กลุ่มพรีเมียม และกลุ่มพรีเมียม แมส (Premium Mass) หรือกลุ่มมาตรฐาน (Standard) ขึ้นมาเป็น 55% ภายใน 3 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันสัดส่วนสินค้า 2 กลุ่มดังกล่าวอยู่ที่ 45% และสินค้ากลุ่มประหยัด (Economy) อยู่ที่ 55%
กลยุทธ์การตลาดสมัยใหม่ เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่
2.Aggressive Domestic Market Penetration อัตราการเข้าถึง (Penetration) ของอาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูปในไทย ปัจจุบันอยู่ที่เพียง 40% เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่น หรืออเมริกาที่สูงถึง 95% จึงสะท้อนได้ว่าตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงยังมีช่องว่างให้เติบโตได้อีกมาก
เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ (Gen Y และ Gen Z) ได้รวดเร็วขึ้น Pet Focus ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางการสื่อสารจากการโฆษณาแบบเดิมสู่การสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งและเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ผ่านแคมเปญการตลาด ทั้งการใช้พรีเซ็นเตอร์ เซเลบริตี้ และอินฟลูเอนเซอร์
- การใช้ “ต้าห์อู๋-ออฟโรด" เป็นพรีเซนเตอร์ช่วยสร้าง Brand Awareness ได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะแบรนด์ DOG n joy และ Cat n joy ซึ่งช่วยกระตุ้นยอดขายให้เติบโตได้มากกว่า 30%
- เน้นการสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัลและการไลฟ์สด เพื่อเจาะจงกลุ่มเป้าหมายที่มองหาข้อมูลก่อนการตัดสินใจซื้อ
เจาะตลาดส่งออกใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพ
3.Accelerated International Market Expansion การขยายสู่ตลาดใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพ อาทิ บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บรูไน ฮ่องกง และเกาหลีใต้ จากปัจจุบันสัดส่วนรายได้มาจากการส่งออกประมาณ 35% โดยมีตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย
ความสำเร็จที่สำคัญคือในไตรมาส 2/2569 Pet Focus เริ่มส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาได้เป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นการยอมรับในมาตรฐานคุณภาพระดับโลก
กลยุทธ์การส่งออกจะเน้นการเป็น High Margin OEM โดยรับผลิตสินค้ากลุ่มพรีเมียมและอาหารรักษาโรคให้กับพาร์ทเนอร์ต่างชาติ ควบคู่ไปกับการสร้างแบรนด์ของตัวเอง เพื่อความได้เปรียบเชิงต้นทุนและความรู้ทางเทคโนโลยี
โดยปัจจุบัน Pet Focus มีสัดส่วนรายได้ OEM ที่ 35% และมีสัดส่วนรายได้จากแบรนด์ของตัวเองที่ 65% ตั้งเป้าหมายปรับสัดส่วนรายได้จากแบรนด์ของตัวเองเพิ่มเป็น 70% และสัดส่วนรายได้ OEM เหลือ 30%
การเดินหน้าตามกลยุทธ์ดังกล่าว นอกเหนือจากจะทำให้ยอดขายเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้แล้ว มั่นใจว่าจะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) จาก 5% สู่ระดับ 8% ภายในปี 2571
เดินหน้าลงทุนรองรับการเติบโต
การลงทุนของ Pet Focus ภายใต้เครือเบทาโกร ถูกวางไว้เพื่อรองรับเป้าหมายการเติบโตของยอดสู่ 5,600 ล้านบาท ภายใน 3 ปีข้างหน้า โดยเน้นการลงทุนใน 4 ด้านหลัก
1. งบการตลาดและการสร้างแบรนด์
บริษัทให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อสร้างแบรนด์อย่างมาก โดยปัจจุบันใช้งบประมาณด้านการตลาดและการขายอยู่ที่ประมาณ 10% และมีแผนจะเพิ่มขึ้นเป็น 15-20% ของยอดขาย เพื่อสร้างการรับรู้และเจาะกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่
2. การขยายกำลังการผลิต
ปัจจุบันโรงงานมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 9,000 ตันต่อเดือน โดยมีการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) อยู่ที่ 75% ในปีนี้ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 85% ในปีหน้า ทำให้บริษัทต้องเตรียมงบลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตระลอกใหม่เริ่มศึกษาตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป เพื่อให้เพียงพอต่อเป้าหมายยอดขายที่ตั้งไว้
3. การวิจัยและพัฒนาสินค้าใหม่
บริษัทมีการลงทุนในงานวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อสร้างนวัตกรรมสินค้ากลุ่มใหม่ ๆ โดยเฉพาะสินค้าที่มีมูลค่าสูง (High Value) เช่น อาหารรักษาโรค (Therapeutic Food) และอาหารป้องกันอาการแพ้ เพื่อเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มพรีเมียมให้มากขึ้น
4. การลงทุนด้านความยั่งยืน
Pet Focus มีแผนลงทุนต่อเนื่องในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero
- พลังงานชีวมวล (Biomass): ลงทุนเปลี่ยนเครื่องจักรบอยเลอร์ให้ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biomass) ซึ่งปัจจุบันทำได้แล้ว 60% และตั้งเป้าหมายเป็น 100% ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า
- พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell): ปัจจุบันมีการติดตั้งไปแล้ว 2.7 เมกะวัตต์ (MW) และมีแผนลงทุนติดตั้งเพิ่มอีก 0.6 เมกะวัตต์ เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าปกติและบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก 20% ภายในปี 2030
การลงทุนส่วนใหญ่จะเน้นหนักไปที่การสร้างแบรนด์และการขยายโรงงานเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการเติบโตแบบก้าวกระโดด







