อย่าเพิ่งวางใจโควิด! ประเทศที่คิดว่าจะรอดยังไม่รอด

วันที่ 20 ต.ค. 2564 เวลา 17:00 น.
อย่าเพิ่งวางใจโควิด! ประเทศที่คิดว่าจะรอดยังไม่รอด
ขณะนี้บางประเทศที่ทำท่าว่าจะคุม Covid-19 อยู่และเริ่มกลับไปใช้ชีวิตตามปกติต้องกลับมาเจอการระบาดหนักอีกครั้ง

สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่ฉีดวัคซีนได้เยอะและกำลังจะเริ่มเปิดประเทศในเร็วๆ นี้ แต่แผนการนี้อาจต้องสะดุดเพราะตัวเลขผู้ติดเชื้อกลับมาพุ่งทุบสถิติวันละเกือบ 4,000 คน

กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์เผยว่า เมื่อวันอังคาร (19 ต.ค.) ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ของสิงคโปร์ทำสถิติใหม่อยู่ที่ 3,994 คน และมีผู้ป่วยที่ต้องรักษาตัวในห้องไอซียูเพิ่มขึ้น ทางการจึงห่วงว่าหากตัวเลยยังไม่ลดลงระบบสาธารณสุขจะตึงตัว

ปัจจุบันสิงคโปร์มีผู้ป่วย Covid-19 ที่รักษาตัวในห้องไอซียู 71 คน ขณะที่หวังอี่คัง รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเผยก่อนหน้านี้ว่าทางการกำลังเตรียมการเพิ่มเตียงไอซียูจาก 134 เตียงเป็น 180 เตียง เพื่อรองรับผู้ป่วยที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น

เรื่องที่น่ากังวลของสิงคโปร์คือ ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันในกลุ่มผู้สูงอายุที่ยังไม่ฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ที่อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงหากติดเชื้อเพิ่มขึ้นเกิน 100 คนต่อวัน

การติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นบททดสอบการแก้ปัญหาของรัฐบาลเพื่อเดินหน้าเปิดประเทศ โดยเจ้าหน้าที่กำลังจะทบทวนมาตรการสกัดการแพร่ระบาดที่บังคับใช้เมื่อ 1 เดือนก่อน อาทิ การทำงานจากบ้าน ให้พบปะกันได้ไม่เกิน 2 คน ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 24 นี้

อย่างไรก็ดีหลังจากต้องใช้ชีวิตภายใต้มาตรการทางสังคมที่เข้มงวดมานาน ชาวสิงคโปร์เริ่มส่งสัญญาณถึงความเบื่อหน่ายกับมาตรการของรัฐบาล โดยช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา กิจกรรมต่างๆ เริ่มกลับมา เช่น การเดินห้างสรรพสินค้า การกลับมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ

อีกประเทศหนึ่งที่เจอ Covid-19 อีกระลอกคือ อังกฤษ

ทางการอังกฤษยกเลิกมาตรการคุม Covid-19 ทั้งหมดที่ใช้มากว่า 1 ปี รวมถึงการสวมหน้ากากอนามัยในในตัวอาคารและการเว้นระยะห่าง ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติตั้งแต่เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา แต่เชื้อไวรัสยังไม่หายไปจากประเทศ

ล่าสุดมีผู้ติดเชื้อวันละกว่า 40,000 เกือบแตะ 50,000 คนติดต่อกันเป็นสัปดาห์ กลายเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดในยุโรป จนนักวิทยาศาสตร์พากันเรียกร้องให้รัฐบาลกลับมาใช้มาตรการคุมการระบาดอีกครั้ง และให้เร่งการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น

เมื่อวันอังคาร (19 ต.ค.) อังกฤษมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 43,738 คน ลดจากวันจันทร์ที่มีผู้ติดเชื้อถึง 49,156 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือน ก.ค. ขณะที่ตัวเลขเฉลี่ยของผู้ติดเชื้อรายวันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ที่กว่า 44,000 คน หรือเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าถึง 16%

เช่นเดียวกับตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ทะยานขึ้น โดยในวันอังคารมีรายงานว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตภายใน 28 วันหลังจากตรวจพบว่าติด Covid-19 อยู่ที่ 223 คน ส่งผลให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตรายสัปดาห์อยู่ที่ 911 คน หรือเพิ่มขึ้น 15% จากสัปดาห์ก่อน เป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค.ที่มีผู้เสียชีวิต 133 คน

สถานการณ์นี้ทำให้ชาวอังกฤษบางคนรู้สึกว่ายังเร็วเกินไปที่พวกเขาจะกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ โดยขณะนี้การสวมหน้ากากอนามัยและการเว้นระยะห่างได้หายไปจากสถานที่ส่วนใหญ่ในอังกฤษ รวมทั้งในโรงเรียน แม้แต่ในร้านค้าซึ่งมีคำแนะนำให้สวมหน้ากากอนามัย และในระบบขนส่งสาธารณะของกรุงลอนดอนซึ่งบังคับให้สวมก็มีการปฏิบัติตามน้อยมาก ขณะที่ในสกอตแลนด์และส่วนอื่นของสหราชอาณาจักรยังเข้มงวดกว่า

นักวิทยาศาสตร์บางคนเผยว่าปัจจัยที่ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นมาอีกคือ ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนป้องกัน Covid-19 ที่ลดลง

อังกฤษเริ่มฉีดวัคซีนให้กลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2020 การเริ่มต้นที่เร็วกว่าหมายความว่าขณะนี้ชาวอังกฤษนับล้านๆ คนฉีดวัคซีนเข็ม 2 มานานกว่า 6 เดือนแล้ว และผลวิจัยก็ชี้ชัดว่าการปกป้องจากวัคซีนจะค่อยๆ ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป

นีล เฟอร์กูสัน นักระบาดวิทยาและหนึ่งในคณะที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์สำหรับกรณีฉุกเฉินของรัฐบาลอังกฤษเผยว่า ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อของอังกฤษสูงขึ้นคือ อังกฤษพึ่งพาวัคซีนของ AstraZeneca เป็นส่วนใหญ่ “และแม้ว่ามันจะป้องกันผลลัพธ์ที่รุนแรงจาก Covid-19 ได้ดีมาก แต่ยังป้องกันการติดเชื้อและการแพร่เชื้อได้น้อยกว่าวัคซีนของ Pfizer เล็กน้อย โดยเฉพาะกับสายพันธุ์เดลตา”

ถึงอย่างนั้นรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน ที่เพิ่งเตือนว่าอีก 2-3 เดือนข้างหน้าซึ่งจะเข้าฤดูหนาวถือเป็นช่วงที่ท้าทายมากสำหรับอังกฤษ ย้ำว่ามาตรการที่ใช้อยู่ในขณะนี้สามารถคุม Covid-19 ได้ และยังไม่มีแผนจะงัด “แผนบี” ที่ต้องกลับมาบังคับสวมหน้ากากอนามัยและแนะนำให้ทำงานจากบ้านมาใช้ และยืนยันว่าจะใช้แผนบีก็ต่อเมื่อจำนวนผู้ติดเชื้อสูงขึ้นจนระบบสาธารณสุขรับไม่ไหวเท่านั้น

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP