จับตาราคาน้ำมันไทยหลังราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูดในรอบ 7 ปี

วันที่ 12 ต.ค. 2564 เวลา 17:35 น.
จับตาราคาน้ำมันไทยหลังราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูดในรอบ 7 ปี
หลังจากหลายประเทศเริ่มกลับมาเปิดประเทศ ความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงก็เพิ่มขึ้นจนดันราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงสุดในรอบ 7 ปี

ช่วงพีคของการระบาดของ Covid-19 เมื่อต้นปี 2020 ถนนหนทางและสนามบินว่างเปล่าไร้รถยนต์ไร้เครื่องบิน ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่ขณะนี้ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาอีกครั้งหลังจากหลายประเทศเริ่มกลับมาเปิดประเทศ ทว่าปริมาณน้ำมันไม่ได้เพิ่มตาม ราคาจึงถีบตัวสูงขึ้น

น้ำมันในสหรัฐพุ่งขึ้นไปที่ 120 เหรียญสหรัฐหลังจากที่เคยร่วงไปอยู่ที่ 40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในเดือน เม.ย. 2020 ราคาน้ำมันดิบในสหรัฐพุ่งทะลุ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. 2014 หรือเกือบ 7 ปีที่แล้ว โดยปิดที่ 80.52 เหรียญสหรัฐเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ชาวอเมริกันช็อกไปตามๆ กันหลังจากราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยของประเทศสูงสุดในรอบ 7 ปี มาอยู่ที่ 3.27 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอน เพิ่มขึ้น 7 เซ็นต์ในสัปดาห์ที่แล้วสัปดาห์เดียว และเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากราคาต่ำสุดที่ 1.77 เหรียญสหรัฐในเดือน เม.ย. 2020

ราคาน้ำมันเบนซินที่สูงขึ้นทำให้ภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐแย่ลงไปอีกซึ่งเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับครอบครัวชาวอเมริกัน

และที่โชคร้ายคือ ราคาน้ำมันเบนซินจะพุ่งสูงขึ้นไปอีกเนื่องจากวิกฤตพลังงานโลก

ราคาก๊าซธรรมชาติที่พุ่งกระฉูดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรปและเอเชียทำให้โรงงานไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากอาจหันไปพึ่งพาแหล่งพลังงานที่ถูกกว่าในการผลิตไฟฟ้าอย่างน้ำมันดิบ ส่งผลให้ความต้องการน้ำมันดิบเพิ่มสูงขึ้นสวนทางกับปริมาณน้ำมันที่มีอยู่

ราคาจะแตะ 100 เหรียญสหรัฐหรือไม่

วานนี้ Citigroup ประเมินว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) จะขึ้นไปอยู่ที่ 85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในไตรมาสที่ 4 และวันดีคืนดีอาจเพิ่มไปถึง 90 เหรียญสหรัฐ โดยระบุว่าความต้องการพลังงานเชื้อเพลิงในฤดูหนาวและการเปลี่ยนจากก๊าซธรรมชาติที่มีราคาสูงมาเป็นน้ำมันดิบของโรงงานไฟฟ้าจะดันให้ราคาสูงขึ้นอีก

ขณะที่ Bank of America เตือนว่า ฤดูหนาวที่หนาวกว่าปกติจะทำให้ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอีกวันละ 500,000 บาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะยานไปอยู่ที่ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งสุดท้ายจะสร้างความช็อกให้กับชาวอเมริกันไปอีก เนื่องจากราคาน้ำมันเบนซินขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันดิบเบรนท์

ถ่านหินในจีนราคาพุ่ง

ไม่ใช่เฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้นเท่านั้นที่มีบทบาท ราคาถ่านหินในจีนก็ทะยานขึ้นเช่นกันหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมทางตอนเหนือของประเทศทำให้เหมืองถ่านหินหลายแห่งต้องปิดชั่วคราว ในขณะที่ถ่านหินยังเป็นแหล่งพลังงานหลักในจีน ทั้งการใช้สำหรับผลิตความร้อน การผลิตกระแสไฟฟ้า และการผลิตเหล็ก

ขณะนี้จีนกำลังขาดแคลนพลังงานส่งผลให้รัฐบาลต้องปันส่วนกระแสไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง และบางประเทศต้องหยุดการผลิตชั่วคราว

ด้วยเหตุนี้ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐจึงยิ่งสูงขึ้นๆ ทำให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐ

แพทริก เดอ ฮาน หัวหน้านักวิเคราะห์น้ำมันเชื้อเพลิงจาก GasBuddy เผยว่า เร็วๆ นี้น้ำมันเบนซินของสหรัฐจะขึ้นไปแตะ 3.30 เหรียญสหรัฐ และขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณว่าราคาน้ำมันเบนซินจะลดลง

กลุ่ม OPEC คือผู้กุมอำนาจ

ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นสวนทางกับปริมาณน้ำมันดิบ ขณะนี้การผลิตน้ำมันของสหรัฐกำลังฟื้นตัวอย่างช้าๆ จาก Covid—9 แม้ว่าราคาน้ำมันจะอยู่ในช่วงขาขึ้นก็ตาม เนื่องจากหลายบริษัทกลัวว่าปริมาณน้ำมันจะล้นตลาดอีกครั้งและยังมุ่งคืนกำไรให้ผู้ถือหุ้นที่สูญเงินก้อนโตไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามากกว่า

ก่อนหน้านี้แม้ว่าทำเนียบขาวจะเรียกร้องให้กลุ่ม OPEC และพันธมิตรเพิ่มกำลังการผลิต แต่ทางกลุ่มกลับเพิ่งเพิ่มการผลิตเมื่อต้นปี 2020 และขณะนี้ดูเหมือนว่ากลุ่ม OPEC จะพอใจกับการปล่อยให้ราคาน้ำมันขยับขึ้น และตอนนี้ดูเหมือนว่ากลุ่ม OPEC กุมอำนาจในการกำหนดราคาน้ำมันแล้ว