posttoday
วัสชำแหละมติ สว.140 เสียง ดันจักรพงศ์นั่งตุลาการ เสี่ยงบิดโควตา ศาลรธน.

วัสชำแหละมติ สว.140 เสียง ดันจักรพงศ์นั่งตุลาการ เสี่ยงบิดโควตา ศาลรธน.

24 มิถุนายน 2569

วัส ติงสมิตร ตั้งคำถามมติวุฒิสภา 140 ต่อ 17 เห็นชอบจักรพงศ์นั่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ปมคุณสมบัติเสี่ยงกระทบเจตนารมณ์

KEY

POINTS

  • มติวุฒิสภา 140 ต่อ 17 เห็นชอบ ศ.ดร.จักรพงศ์ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จุดชนวนคำถามคุณสมบัติตามมาตรา 200(4) ว่าตรงโควตาวิชาการหรือไม่กันแน่ที่ยังต้องตอบ
  • วัสชี้ปมหลักไม่ใช่แค่ไม่ตรงปก แต่เป็นการตีความรัฐธรรมนูญแบบผ่อนปรน หากยอมรับเพียงวุฒิการศึกษาหรือประวัติราชการ อาจทำลายเจตนารมณ์โควตาวิชาการต่อระบบศาล
  • ข้อกังขาเรื่องผลงานวิชาการและบทบาทวุฒิสภายังไม่จบ แม้โหวตผ่านแล้ว เพราะสังคมยังถามว่า สว.ตรวจสอบจริงหรือเพียงรับรองตามกลไกอำนาจจนกระทบความเชื่อมั่นศาล

นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ตั้งข้อสังเกตต่อมติวุฒิสภา 140 ต่อ 17 เสียง ที่เห็นชอบให้ ศาสตราจารย์ ดร.จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 โดยระบุว่า ประเด็นดังกล่าวไม่ใช่เพียงข้อกังขาเรื่อง “ความเชี่ยวชาญไม่ตรงสาย” แต่เป็นคำถามสำคัญต่อคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 200 (4)

นายวัส ระบุว่า ตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ถูกออกแบบไว้เพื่อให้องค์คณะตุลาการมีความหลากหลายทางวิชาการ ไม่ถูกจำกัดอยู่เฉพาะมุมมองทางนิติศาสตร์ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างอำนาจรัฐ การเมือง นโยบายสาธารณะ และระบบเลือกตั้ง

นายวัส ตั้งข้อสังเกตว่า การสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านรัฐประศาสนศาสตร์เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะยืนยันความเป็น “ผู้ทรงคุณวุฒิ” ในสาขาดังกล่าว หากไม่มีเส้นทางผลงานวิชาการ งานวิจัย ตำรา หรือการยอมรับจากแวดวงรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังหยิบยกข้ออภิปรายของ สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ ที่ตั้งคำถามต่อผลงานวิชาการของ ศ.ดร.จักรพงศ์ โดยเฉพาะตำราด้านการสืบสวนสอบสวน ซึ่งถูกมองว่าอยู่ในขอบเขตองค์ความรู้ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม มากกว่ารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์

นายวัส เห็นว่า การใช้ประวัติราชการ ตำแหน่ง และประสบการณ์บริหารงานตำรวจ มาเป็นเหตุผลสนับสนุนคุณสมบัติ อาจไม่ตอบโจทย์สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญที่ต้องการผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการในสาขาที่กำหนดโดยตรง

ขณะเดียวกัน นายวัส วิจารณ์แนวคิดที่ระบุว่า เรื่องคุณสมบัติเป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหา และวุฒิสภาไม่ควรแทรกแซงว่า อาจทำให้วุฒิสภาถูกลดบทบาทเหลือเพียงผู้รับรองตามขั้นตอน ทั้งที่การให้ความเห็นชอบควรหมายถึงการตรวจสอบคุณสมบัติและร่วมรับผิดชอบต่อความถูกต้องของบุคคลที่จะเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญ

นายวัส สรุปว่า แม้มติวุฒิสภาจะทำให้กระบวนการทางการเมืองในสภาจบลงชั่วคราว แต่คำถามต่อคุณสมบัติ ผลงานวิชาการ และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญยังไม่จบ โดยเฉพาะคำถามว่า ศ.ดร.จักรพงศ์ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดจริงหรือไม่ และมติของ สว.ครั้งนี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานกระทบระบบโควตาทางวิชาการในอนาคตหรือไม่

แหล่งที่มาประกอบเนื้อหา : เพจเฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร 

ข่าวล่าสุด

สยามเคมปินสกี้เปิดตัวขนมไหว้พระจันทร์ 2569 ผลงาน ยูน ปัณพัท

สยามเคมปินสกี้เปิดตัวขนมไหว้พระจันทร์ 2569 ผลงาน ยูน ปัณพัท