ล่าแม่มด 'คนทรยศ' แผ่นดิน พลังที่น่ากลัวของชาตินิยมจีน

วันที่ 06 ต.ค. 2564 เวลา 20:38 น.
ล่าแม่มด 'คนทรยศ' แผ่นดิน พลังที่น่ากลัวของชาตินิยมจีน
ความน่ากลัวไม่ใช่แค่ "น่าเกรงขาม" สำหรับคนภายนอก แต่ยังเป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับประเทศจีนและคนจีนด้วย

ในเวลาที่บทความนี้ถูกเขียนขึ้น คนทั่วโลกกำลังคลั่งใคล้กับซีรีส์เกาหลี Squid Game แต่ในเมืองจีนผู้คนแห่แหนกันไปชมภาพยนต์เรื่อง "ฉางจินหู" หรือ The Battle at Lake Changjin ว่าด้วยสมรภูมิทะเลสาบฉางจินในช่วงสงครามเกาหลี

ที่ภาพยนต์เรื่องนี้ทำรายได้มหาศาล ส่วนหนึ่งก็เพราะกระแสชาตินิยมจีนกำลังพลุ่งพล่าน ประจวบเหมาะกับที่จีนถูกรุมล้อมด้วยแนว "พันธมิตรต้านจีน" ที่ชักนำโดยสหรัฐ ทำให้คนจีนรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับช่วงสงครามเกาหลีที่จีนต้องรบกับ "สหประชาชาติ" เพียงลำพัง (แน่นอนว่ามีเกาหลีเหนือด้วย แต่เรารู้ว่าเกาหลีเหนือเพลี่ยงพล้ำจนเกือบจะเสียประเทศในช่วงสมรภูมิฉางจินหู)

มันไม่ใช่แค่นั้น ท่าทีของเกาหลีใต้ที่ไม่ค่อยจะเป็นมิตรกับจีนมากนักในระยะหลัง ทั้งในเรื่องการรับลูกสหรัฐในทางยุทธศาสตร์และกระแสต่อต้านคนจีนในเกาหลีใต้ ทำให้จีนตัดเยื่อใยกับเกาหลีใต้หลายๆ เรื่องโดยเฉพาะธุรกิจบันเทิง สักสี่ห้าปีก่อน เราจะเห็นทีวีจีนนำรายการของเกาหลีใต้มารีเมคจนได้รับความนิยมทั่วบ้านทั่วเมือง ดารานักร้องเกาหลีที่หางานทำที่บ้านไม่ได้ ก็ยังกลับมาดังที่จีนได้

ตอนนี้บันเทิงเกาหลีใต้เกือบจะไม่มีที่ยืนในจีนเอาเลย ดาราเกาหลีหายหน้าไปหมด ช่วงต้นปีนี้มีสัญญาณนิดหน่อยว่าจีนอาจจะเปิดรับบันเทิงเกาหลีใต้อีกครั้ง แต่แล้วก็เงียบไปอีก

แม้แต่ในเกาหลีใต้เองก็มีกระแสต่อต้านจีนแรงขึ้นในหมุ่ประชาชน ก่อนที่จะมีภาพยนร์เรื่องฉางจินหู จีนยังมีภาพยนต์เกี่ยวกับสงครามเกาหลีอีกเรื่องออกมาปีที่แล้วคือ "จินกังชวน" หรือ The Sacrifice แต่พอเรื่องนี้ไปฉายที่เกาหลีใต้ปรากฏว่าก่อให้เกิดความไม่พอใจในวงกว้างจนต้องถอดหนังออกจากโรงกลางคัน

คนจีนนั้นหันมานิยมของตัวเองมากขึ้น และยิ่งมันโยงกับความภาคภูมิใจในชาติด้วยแล้วมันยิ่งขายดี ดูอย่างเรื่อง "จินกังชวน" และ "ฉางจินหู" เป็นตัวอย่าง

เท่านั้นยังไม่พอเป็นดาราจีนยังต้องเป็นดาราที่รักชาติด้วย เพราะกระแสรักชาติตอนนี้แรงสุดขีด หลังจากเกิดกรณีไอดอลหนุ่ม จางเจ๋อฮั่นเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิที่ญี่ปุ่น (ศาลเจ้าที่บวงสรวงดวงวิญญาณอาชญากรสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่จีนโกรธแค้นอย่างยิ่ง) ทำให้จางเจ๋อฮั่นกลายเป็นคนไม่รักชาติและไม่มีที่ยืนในสังคมจีนทันที

ดาาราจีนบางส่วนยังหาภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองด้วยการเข้าคอร์สอบรมกับภาครัฐ นัยว่าเพื่อรับประกันว่าพวกเขามีความรักชาติพอที่จะไม่ถูกชาวเน็ตรุมทึ้งจนหมดอนาคตเหมือนจางเจ๋อฮั่น หรือโดนรัฐบาลสั่งแบน ซึ่งตอนนี้ ทางการจีนคิดจะแบนใครก็แบนเลยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

ตอนนี้วัฒนธรรมไอดอลที่จีนรับมาจากเกาหลีเริ่มอ่อนแรงลงเพราะการตัดตอนของรัฐบาล 2 ทาง คือการปิดทางหากินของบันเทิงเกาหลีในจีนและการกวาดล้างพฤติกรรม "เหนียงเพ่า" หรือหนุ่มหวาน

"ฉางจินหู" นั้นให้ภาพความกล้าหาญแบบแมนๆ ตรงกันข้ามกับพฤติกรรม "หนุ่มหวาน" ที่มาพร้อมกับกระแส "ฮัลรยู" ของเกาหลีใต้ที่ทางการจีนไม่สบอารมณ์จนสั่งแบนพฤติกรรมเหล่านี้ทั้งในหน้าจอและในงานเขียน จนกระทั่งมีเสียงกระแนะกระแหนว่าจะแบนหนุ่มหวานเพื่อทำให้ผู้ชายในประเทศแมนกันไปไหน หรือจะไปรบกับใคร?

คำตอบสะท้อนผ่านเรื่อง "ฉางจินหู" นั่นเอง

สมรภูมิฉางจินหูนั้นเป็นการรบใหญ่ในสงครมเกาหลี ตอนที่เกาหลีเหนือเพลี่ยงพล้ำถูกไล่ตีต้อนจนเกือบจะมาถึงชายแดนจีน จีนจึงส่งทหารมากมายมาศาลมาช่วย จนกระทั่งมาโอบล้อมกองทัพสหประชาชาติที่ทะเลสาบอ่างเก็บน้ำชังจิน (จีนออกเสียงว่าฉางจินและฝรั่งออกเสียงแบบญี่ปุ่นว่าโชซิน)

การรบเป็นไปอย่างดุเดือดเลือดพล่าน แต่ละฝ่ายล้มตายกันไปหลายหมื่น แต่ฝ่ายจีนนั้นตายมากที่สุดอาจจะถึง 60,000 คน แต่ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ชัยชนะเด็ดขาด หรืออาจเรียกได้ว่าเคลมชัยชนะได้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย อันที่จริงแล้ว ด้วยการสูญเสียมหาศาลของฝ่ายจีน และการปล่อยให้กองทัพสหประชาชาติหลุดพ้นจากวงล้อมไปได้ สมรภูมินี้จีนน่าจะเสียเปรียบมากกว่า

ฝ่ายจีนเองมองว่ามันคือชัยชนะต่างหาก คือสิ่งที่แสดงว่าจีนสามารถปิดล้อมและบดขยี้อเมริกันได้ แต่มันเป็นความเชื่อหรือเพ้อฝันกันแน่ นักประวัติศาสตร์ จางสู่กวง (Shu Guang Zhang) บอกว่าสมรภูมินี้ทำให้จีนเกิด "ความคาดหวังที่ไม่สมจริงว่ากองทัพประชาชนอาสา (กองทัพจีน) จะก่อให้เกิดปาฏิหาริย์"

ภาพยนต์เรื่อง "ฉางจินหู" กำลังให้กระแสรักชาติในจีนสูงเกินไปจนไม่อิงกับความเป็นจริงหรือไม่?

ความรักชาติของจีนเองก็มีลักษณะ "ทำเทียม" เพราะถูกกระตุ้นเร้าโดยรัฐบาลด้วย ซึ่งมันมีข้อดีอยู่ 2 เรื่องสำหรับรัฐบาลจีน อย่างแรกมันทำให้จีนเป็นปึกแผ่นมากพอที่จะรับมือกับการ "บูลลี่" จากภายนอก หากเกิดสถานการณ์แบบสงครามเกาหลีจริงๆ รัฐบาลจีนก็แน่ใจได้ว่าประชาชนพร้อมจะเสียสละเป็นหมื่นเป็นแสนเหมือนตอนสมรภูมิฉางจินหูเพื่อต้านทานกับรุกรานของนานาประเทศ

ข้อดีข้อที่สอง กระแสรักชาติทำให้คนมองไม่เห็นข้อเสียของรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลจีนจะพลาดเรื่องอะไรก็ตาม (เช่นเรื่องการระบาดหรือเรื่องเศรษฐกิจ) ประชาชนจะมองข้ามมันไป เพราะสายตาของพวกเขาจะมองไปที่ภัยคุกคาจากภายนอกและมีแต่ควมกระเหี้ยนกระหือรือที่จะ "ล่าแม่มด" พวกไม่รักชาติ

ความรักชาติของคนจีนจึงทำให้คนจีนหัวร้อนขึ้น กระทั่งบางครั้งการโจมตีพรรคคอมมิวนิสต์ยังกลายเป็นความไม่รักชาติ การพูดถึงไต้หวันเป็นเรื่องไม่รักชาติ การวิจารณ์เรื่องที่ไม่ถูกต้องของประเทศชาติหรือพรรคก็ถูด่าว่าไม่รักชาติ

มันจึงกลายเป็นอาวุธที่รัฐบาลจีนใช้เป็นเครื่องมือได้ สมมติว่าหากจะเล่นงานกลุ่มก้อนทางการเมืองฝ่ายตรงข้ามหรือปฏิปักษ์ประเทศ ก็เพียงแค่โยนข้อหานี้ให้ ประชาชนจีนก็จะพามารุมทึ้งกันเอง

หลายๆ ครั้ง ชาวเน็ตจีนจะรุมสกรัมเป้าหมายอย่างไม่มีชิ้นดีด้วยพฤติกรรมที่รุนแรงจนน่าขนลุก แต่ทางการจีนกลับไม่แบนแอคเคาท์เหล่านี้ (ซึ่งรัฐสามารถปิดแอคเคาท์หรือติดตามตัวได้ไม่ยากเลย) นั่นแสดงว่าทางการจีนกำลังใช้พลังของคนกลุ่มนี้ให้เป็นประโยชน์

กรณีที่น่าสนใจเกิดขึ้นกับ ดร. จางเหวินหง แพทย์ชั้นแนวหน้าของจีนเจ้าของฉายา "ฟอซีเมืองจีน" เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ดร. จางเหวินหงโพสต์ในเวยปั๋วยโดยบอกว่าจีนควรจะอยู่ร่วมกับโควิด เพียงแค่บอกเท่านั้นกลับถูกมองว่าวิจารณ์นโยบายโควิดเป็นศูนย์ที่รัฐบาลทำอยู่ ทำให้เขาถูกถล่มหนัก กล่าวหาว่าดร. จางเหวินหง เลียแข้งเลียขาแนวคิดพวกตะวันตก วิบากกรรมของเขายังไม่จบเพราะถูกตั้งข้อสงสัยด้วยว่าลอกงานวิชาการ

ในช่วงเวลานี้ประชาคมวิชาการของจีนถูกเล่นงานแบบนี้หลายครั้ง เพราะแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา แต่ถูกพวกรักชาติจนเกินพอดีไปรุมด่าทอในทำนองว่า "ไม่คล้อยตามเท่ากับไม่รักชาติ"

รัฐบาลก็ลอยตัวไป เพราะเมื่อไม่มีใครกล้าวิจารณ์ และมีคนช่วยปกป้องแล้ว

แต่มันมีหลายครั้งที่จีนควบคุมอาการรักชาติจนคลุ้มคลั่งไม่ได้

กรณีล่าสุดคือเกิดขึ้นกับ "เสี่ยวเอส" หรือสวีซีตี้ นักแสดงชาวไต้หวันที่เป็นที่นิยมในจีน ทำงานในจีน และมีพี่เขยเป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่ (คือสามีของต้าเอส ซึ่งเป็นนักแสดงเหมือนกัน)

ช่วงที่มีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก เสี่ยวเอสเชียร์ก็นักกีฬาของไต้หวัน ในฐานะเป็นคนไต้หวันถือเป็นเรื่องปกติ และเธอเรียนักกีฬาของไต้หวันว่า "ทีมชาติ" แต่การเรียกแบบนี้ทำให้ชาวเน็ตจีนไม่พอใจ เพราะสำหรับจีนแล้วไต้หวันไม่ใช่ "ชาติ" เป็นแค่ "ไทเป" ส่วนหนึ่งของจีนเท่านั้น

คนจีนจึงถล่มเสี่ยวเอส ประณามเธอว่าเป็น "ไถตู๋" หรือพวกที่สนับสนุนเอกราชของไต้หวัน โดยไม่ได้แยแสว่าเสี่ยงเอสนั้นทำงานในจีน ใกล้ชิดกับจีน (เพราะผู้ใหญ่ในครอบครัวเธออพยพมาจากแผ่นดินใหญ่) และหลีกเลี่ยงเรื่องการเมืองมาโดยตลอด และยังบอกด้วยว่า "ฉันไม่ใช่พวกไถตู๋"

การที่เสี่ยงเอสที่เป็นสายใยระหว่างแผ่นดินใหญ่กับไต้หวันถูกคนจีนถล่มแบบไมาให้มีที่ยืน ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก และสุ่มเสี่ยงมากขนาดที่ "กั๋วไถป้าน" หรือสำนักงานกิจการไต้หวันของรัฐบาลจีนต้องออกโรงมาปรามคนจีนด้วยกันเองในทำนองเข้าข้างเสี่ยวเอส ทำให้เสี่ยวเอสต้องขอบคุณ และกระแสต่อต้านเธอเริ่มตีกลับมาเชียร์อีกครั้ง

อีกคนที่ถูกอาการรักชาติจนโอเว่อร์ของคนจีนเล่นงานคือ จางจวินหนิง นักแสดงไต้หวันอีกคนที่มาทำมาหากินในจีน และสนับสนุนจีนอย่างชัดเจน ในเดือนมีนาคมปีนี้ตอนที่จีนถูกนานาประเทศรุมเรื่องฝ้ายซินเจียง เธอกลับประกาศสนับสนุนฝ้ายจากซินเจียงของแผ่นดินใหญ่

ถึงจะรักจีนขนาดนี้ จางจวินหนิงก็ยังถูกมองว่าเป็นพวกทรยศ เพราะมีคนขุดวิทยานิพนธ์ของเธอเมื่อ 11 ปีก่อนที่ทำในไต้หวัน ในเนื้อหาเธอใช้คำว่า "หว่อกั๋ว" (ประเทศของฉัน) ในความหมายถึงไต้หวัน ซึ่งกับคนจีนแล้ว "หว่อกั๋ว" จะหมายถึงจีนเท่านั้น การใช้ หว่อกั๋วกับไต้หวันสะท้อนว่าผู้ใช้คิดว่าไต้หวันเป็นประเทศเอกราชนั่นเอง

จางจวินหนิงมีแถลงการณ์ว่าเธอมีอัตลักษณ์เป็นคนจีนและไม่ใช่พวกไถตู๋ แต่เท่านั้นยังไม่พอ ชื่อของเธอถูกลบออกจากเครดิตของซีรีส์ที่แสดงและยังถูกลบตอนออกไปด้วย 6 ตอน

กรณีนี้หนักกว่าเสี่ยวเอส เพราะกลายเป็นเรื่องการเมืองระหว่างไต้หวันกับแผ่นดินใหญ่ไปด้วย เมื่อไช่อิงเหวินแสดงความเห็นว่ากรณีที่จางจวินหนิงถูกล่าแม่มดแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างไต้หวันที่เป็นประชาธิปไตย และความเป็นเผด็จการอำนาจนิยมในจีน

เมื่อไช่อิงเหวินออกโรง กั๋วไถป้านของแผ่นดินใหญ่ก็อยู่เฉยไม่ได้ โดยออกมาสนับสนุนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการทำงานข้ามกันไปมาของคนบันเทิงสองฝั่ง ข้อนี้เท่ากับสนับสนุนจางจวินหนิง แต่กลับไม่ได้เตือนคนจีนที่บูลลี่จางจวินหนิง ไพล่ไปสวนกลับรัฐบาลไต้หวันเสียอีกว่าทำให้เกิดอุปสรรคต่อศิลปินไต้หวันที่ทำงานในแผ่นดินใหญ่

เป็นไปได้ว่ากั๋วไถป้านคงอยากจะแสดงจุดยืนสนับสนุนจางจวินหนิงมากกว่านี้และคงอยากปรามคนจีนมากกว่า แต่เพราะไช่อิงเหวินมาร่วมวงจึงทำให้ต้องตีวัวกระทบคราดแบบนี้

สิ่งที่เกิดขึ้นในจีนตอนนี้ไม่มี "พื้นที่สีเทา" ที่ผู้คนจะทำเป็นลืมๆ หรือมองไม่ห็นความขัดแย้ง แต่มีเพียงสีดำกับขาว พวกเรากับพวกเขา ไม่มีทางสายกลาง ถ้าเลือกทำงานที่จีนก็ต้องบอกตัวเองเป็นจีน ถ้าจะค้าขายกับจีนเกาหลีต้องเลิกคบอเมริกัน ถ้าเป็นคนจีนต้องรักชาติ ฯลฯ

ผู้ที่กุมพื้นที่ในโซเชียลมีเดียของจีนในตอนนี้คือพวก "เสียวเฝิ่นหง"หรือพวก "ชมพูน้อย" หมายถึงพวกรักชาติจนเอียงซ้ายแต่ก็ซ้ายไม่จริง (เป็นแค่ชมพูไม่ถึงกับแดง) เป็นปากเป็นเสียงให้กับจีนและรัฐบาลจีนเวลามีคนวิจารณ์ พวกเสียวเฝิ่นหงจะออกไปมารุมแบบที่ชาวเน็ตไทยเรียกว่า "ทัวร์ลง" นั่นเอง

คนจีนที่รักชาติแบบไม่มีลิมิตแบบนี้กำลังเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้รัฐบาลจีนอาจได้ประโยชน์จากปรากฏการณ์เหล่านี้ แต่มันจะมีสักวันที่สถานการณ์ควบคุมไม่อยู่

โดย กรกิจ ดิษฐาน

AFP PHOTO / GREG BAKER