Ethereum อัปเกรดครั้งใหญ่แล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง
สรุป London Hard Fork การอัปเกรดครั้งใหญ่ที่จะทำให้ Ethereum ราคาพุ่ง
1. Ethereum (ETH) เหรียญดิจิทัลที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจาก Bitcoin ได้ทำการอัปเกรดระบบครั้งใหญ่ (Hard Fork) ไปเมื่อวันที่ 5 ส.ค. ที่ผ่านมา ท่ามกลางความตื่นเต้นของนักลงทุนในอุตสาหกรรมคริปโต โดยผู้เชี่ยวชาญคาดว่าจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ระยะยาวและช่วยหนุนราคา Ethereum ให้เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต
2. Hard Fork คือการอัปเกรดระบบบล็อกเชนครั้งใหญ่ซึ่งอาจมีการมีการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าและกฎเกณฑ์ต่างๆ โดย Ethereum ได้ทำการอัปเกรดระบบมาอย่างต่อเนื่อง แต่การอัปเกรดครั้งใหญ่หรือที่เรียกว่า Hard Fork นั้นปัจจุบันมีการวางแผนไว้ว่าจะทำทั้งหมด 3 ครั้ง
3. โดยครั้งแรกคือ "Berlin Hard Fork" เกิดขึ้นเมื่อเม.ย. ที่ผ่านมาเพื่อให้ระบบมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และ "Shanghai Hard Fork" คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้
4. ส่วนการอัปเกรดเมื่อวันที่ 5 ส.ค. ที่ผ่านมานี้คือ "London Hard Fork" ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาไปสู่ Ethereum 2.0 โดยในการอัปเกรดครั้งนี้ประกอบด้วย 5 EIP (Ethereum Improvement Proposal) แต่ที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ EIP -1559
5. การอัปเกรดดังกล่าวจะส่งผลให้ค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรม (Gas) ราคาถูกลง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรม ETH นั้นมีราคาแพง ซึ่งแปรผันตามความต้องการของผู้ใช้ หากมีผู้ทำธุรกรรมมากค่าธรรมเนียมก็ยิ่งมีราคาสูง โดยค่า Gas นั้นจะถูกโอนจากผู้ทำธุรกรรมไปยังนักขุด (Miners)
6. ทั้งนี้ ไม่ใช่การลดค่าธรรมเนียมแต่เป็นการคิดค่าธรรมเนียมแบบใหม่ โดยมีการเผาค่าธรรมเนียมเนียมส่วนหนึ่งที่เรียกว่า Base fee ในแต่ละธุรกรรม เพื่อลดซัพพลายในระบบ โดยนักขุดจะได้รับ Tip จากผู้ทำธุรกรรมแทน Base fee ที่ถูกเผาไป
7. นอกจากแก้ไขปัญหาเรื่องค่าธรรมเนียมแล้ว EIP -1559 จะส่งผลมีการทำลายทิ้งหรือเบิร์นเหรียญ ETH ที่เป็นค่าธรรมเนียมออกจากเครือข่ายเพื่อควบคุมปริมาณซึ่งจะลดการหมุนเวียนของเหรียญในตลาด ส่งผลให้ ETH อาจมีราคาสูงขึ้นในระยะยาว ซึ่งจะทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนแข็งแกร่งขึ้น
8. สัตวิก วิศวนาถ (Sathvik Vishwanath) ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Unocoin บริษัทคริปโตชั้นนำของอินเดียกล่าวว่าการอัปเกรดครั้งนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อการจัดการและค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรม ด้วยความพยายามในการแก้ไขข้อบกพร่องของบล็อกเชน
9. นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการเปลี่ยนแปลงอาจยังไม่เกิดขึ้นในระยะสั้น แต่คาดว่าจะส่งผลในระยะยาวเป็นอย่างมาก เนื่องจากซัพพลายของเหรียญในตลาดจะลดลงซึ่งมีผลต่อราคา ตลอดจนอาจส่งผลให้ DeFi, NFTs และ DApps อื่นๆ แข็งแกร่งขึ้นด้วย
10. เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมาภายหลังการอัปเกรดเพียงไม่นานราคาของ ETH พุ่งทะลุ 3,000 เหรียญสหรัฐอีกครั้งหลังจากเคยแตะที่ระดับ 4,000 เหรียญสหรัฐเมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมาและร่วงลงมาอยู่ที่กว่า 2,000 เหรียญสหรัฐ


