จีนจะลากตะวันตกลงนรกไปด้วย

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 21:15 น.
จีนจะลากตะวันตกลงนรกไปด้วย
ฝรั่งเตรียมรุมจีน (อีกแล้ว) แต่จีนไม่ใช่ประเทศคนป่วยแ่หงเอเชียอีกต่อไป การรุกสกรัมจีนรังแต่จะทำให้เกิดความพินาศย่อยยับด้วยกันทุกฝ่าย แต่พวกเขาจะแก้เกมนี้อยา่งไร

นี่เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่ G7 แสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับจีนอย่างชัดเจนขนาดนี้

ไม่ใช่แต่เอ่ยถึงด้วยด้วยคำที่แข็งกร้าวในแถลงการณ์การประชุมสุดยอดเท่านั้น (บอกว่าจีนคือท้าทายนโยบายและแนวปฏิบัติที่บ่อนทำลายการดำเนินงานที่ยุติธรรมและโปร่งใสของเศรษฐกิจโลก) แต่ยังลากไปถึงการประชุม NATO ที่จัดขึ้นในวัดถัดมาด้วยที่ "มหาอำนาจฝรั่ง" บอกชัดว่าจีนคือภัยคุกคาม (บอกว่าจีนเป็นภัยคุกคามแต่ยังไม่กล้าเรียกจีนว่าเป็นปฏิปักษ์)

G7 ยังเจาะยางจีนเข้าไปที่จุดอ่อนคือซินเจียงและฮ่องกง โดยบอกว่าจีนละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียง และบอกให้จีนคืนอำนาจการปกครองตนเองให้ฮ่องกงซะ แถม G7 ยังแสดงความเป็นน้่ำหนึ่งใจเดียวกับไต้หวันอีกด้วย

จีนไม่ยอมเป็นเป้านิ่งแน่นอนโดยเฉพาะช่วงนี้ที่จีนหัวร้อนง่ายเป็นพิเศษทั้งระดับรัฐบาลและระดับประชาชน โฆษกสถานทูตจีนในอังกฤษ (เจ้าภาพประชุม G7) กล่าวว่า G7 ใส่ร้ายจีนและบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเขตซินเจียง ฮ่องกง และไต้หวัน และยืนยันว่าจีนจะปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเด็ดเดี่ยว

พอถึงการชุมนุมของมหาอำนาจที่ NATO ก็บีบจีนไม่หยุดอีกเช่นกัน ครวนี้บอกว่าจีนเป็นภัยคุกคามของชาติตะวันตกเลยทีเดียว โดยให้เหตุผลว่าเพราะจีนดันไปซ้อมรบกับรัสเซียในแถบแอตแลนติกซึ่ง NATO เป็นเจ้าถิ่นดังนั้นจีนแหย่รังแตนก่อน จะว่า NATO หาเรื่องก็ไม่ถูก

แต่อย่างที่เกริ่นไปว่า NATO ยังยังไม่กล้าเรียกจีนเป็นปฏิปักษ์ เช่น บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษที่บอกว่า "ไม่มีใครอยากเข้าสู่สงครามเย็นครั้งใหม่กับจีน แต่มันมีความท้าทายอยู่"

ความท้าทายนี้คือะไรเขาไม่ได้บอกไว้ แต่มันเป็นกลเม็ดโวหารทางการทูตที่มักพูดอะไรกำๆ กวมๆ ให้คนคิดว่ามันมีเหตุผลล่ะน่าที่จะเล่นงานจีน

แต่พอมาดูที่เยนส์ สโตลเตนเแบร์ก เลขาธิการใหญ่ NATO เราจะรู้สาเหตุของการเล็งเป้าไปที่จีนทันที

สโตลเตนเแบร์กกล่าวว่า พันธมิตรตะวันตกต้องตอบสนองต่อการผงาดของเศรษฐกิจ การเมือง และการทหารของจีน และคำแถลงในการประชุมสุดของ NATO จะประสานกลยุทธ์ใหม่เพื่อรับมือกับจีน

เขาบอกว่า “จีนกำลังเข้าใกล้เรามากขึ้น เราเห็นพวกเขาในโลกไซเบอร์ เราเห็นจีนในแอฟริกา แต่เราเห็นว่าจีนลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของเราเอง” เขากล่าวกับผู้สื่อข่าวที่สำนักงานใหญ่ของ NATO ก่อนที่ผู้นำจะเริ่มเข้าร่วมการประชุมสุดยอด

“เรารู้ว่าจีนได้มีค่านิยมร่วมกับเรา … เราจำเป็นต้องตอบสนองร่วมกันในฐานะพันธมิตร” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าจีนไม่ใช่ศัตรูหรือปฏิปักษ์

ถ้าเขาบอกว่าจีนไม่ใช่ศัตรูหรือปฏิปักษ์ มองในแง่ดีสุดๆ ก็คงมองจีนเป็นแค่คู่แข่ง แต่ถ้าเชื่อตามนั้นก็คงไร้เดียงสาเป็นที่สุด เห็นได้ชัดว่ามหาอำนาจตะวันตกล็อคเป้าหมายไปที่จีนแล้ว

ไม่มีช่วงไหนที่จีนจะแข็งแกร่งและอ่อนแอในเวลาเดียวเท่าตอนนี้

จีนอ่อนแอเพราะเป็นต้นตอของการระบาดใหญ่ จึงง่ายที่จะโจมตีจีนว่าเป็นเหตุแห่งความวิบัตินานาประการ เมื่อเล่นงานจีนด้วยข้อหานี้แล้วก็ต้องเล่นให้ถึงตาย ดังนั้นรัฐบาลสหรัฐจึงไม่หยุดที่จะตีจีนด้วยทฤษฎีที่ว่าเชื้อโควิด-19 ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ แต่น่าจะหลุดจากห้องแล็บในจีน

ด้วยวิธีการนี้จีนจะกลายเป็นจำเลยในสายตาโลก จีนจะถูกโดดเดี่ยว และถูกเกลียดชัง เป็นการรบโดยไม่ต้องใช้อาวุธแต่ใช้สงครามจิตวิทยาให้ศัตรูพังไปเอง

กลยุทธ์นี้ยังใช้ไม่ค่อยได้ผล เพราะการสอบสวนขององค์การอนามัยโลกไม่พบหลักฐานว่าเชื้อเกิดจากการตัดต่อพันธุกรรมโดยมนุษย์ และจีนพยายามใช้การทูตวัคซีนเพื่อซื้อใจประเทศต่างๆ ซึ่งมันได้ผลกระทั่งในประเทศยุโรปเอง เช่น เซอร์เบียที่พึ่งพาชาติตะวันตกด้วยกันไม่ได้ แต่ได้ความช่วยเหลือจากจีนจน "บูชา" น้ำใจจีนไม่หยุดหย่อน

จุดอ่อนของจีนอีกจุดคือฮ่องกงซึ่งตอนนี้ดูเหมือนว่าไม่มีทางที่ชาติอื่นจะแทรกแซงได้แล้วเพราะจีนปิดประตูเหนียวแน่น G7 จึงติดปลายนวมนิดหน่อยเผื่อจะกวนจีนได้

กับกรณีซินเจียงที่จีนถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวอุยกูร์ เรื่องนี้รัฐบาลและสื่อตะวันตกค่อยๆ ตีจีนให้น่วมไปเรื่อยๆ ด้วย "ชุดข้อมูล" ของพวกเขา ซึ่งจีนไม่ยอมรับชุดข้อมูลที่ว่าและบอกว่ามันคือเรื่องหลอกลวง

น่าสนใจที่ G7 สนใจปัญหาสิทธิมนุษยชนในจีน แต่ไม่แยแสสิทธิมนุษยชนในประเทศที่สมาชิก G7 และ NATO ไปแทรกแซง (หรือจะใช้คำแรงๆ ก็คือไปรุกราน) เช่นในอิรัก

เมื่อพูดถึงอิรัก มีเรื่องน่าสนใจเรื่องหนึ่งมันเริ่มจากการรายงานข่าวของ Wall Street Journal เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม เรื่อง “Intelligence on Sick Staff at Wuhan Lab Fuels Debate on Covid-19 Origin” (ข่าวกรองเรื่องพนักงานป่วยที่แล็บในอู่ฮั่น จุดประกายการโต้เถียงเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดโควิด-19) ผู้เขียนบทความนี้อ้าง “เจ้าหน้าที่ปัจจุบันและอดีต” ที่ไม่เผยนาม โดยอ้างว่านักวิจัยจากสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น “ไปโรงพยาบาลในเดือนพฤศจิกายน 2019 ไม่นานก่อนที่จะได้รับการยืนยันการระบาดของโควิด-19”

หลังจากบทความนี้เผยแพร่ไปรัฐบาลสหรัฐก็เร่งเครื่องให้มีการสอบสวนที่มาของโรคโดยเล็งเป้าหมายไปที่จีนไบเดนถึงกับสั่งให้ทีมข่าวกรองส่งรายงานภายใน 90 วันว่าเชื้อมันหลุดจากแล็บจริงหรือไม่ จนกระทั่งมาถึงการประชุม G7 ก็ยังพูดกันถึงเรื่องการสืบสวนที่มาของโรคโดยหมายหัวจีนอาไว้ "ต้องเป็นตัวการแน่ๆ"

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับอิรัก?

ตอบว่าคนเขียนบทความให้ Wall Street Journal ที่ตั้งข้อสงสัยจีนคือ Michael R. Gordon ซึ่งเป็นอดีตผู้เสื่อข่าวของ The New York Times ที่เขียนบทความรายงานข่าวกับ Judith Miller เรื่อง "U.S. Says Hussein Intensified Quest for A-Bomb Parts.” ที่อ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐว่าซัดดัม ฮุสเซนมีอาวุธทำลายล้างสูงไว้ในครอบครอง โดยที่ผู้เขียนอ้าง "เจ้าหน้าที่อเมริกัน" และ "ผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรอง" ที่ไม่ระบุชื่อเป็นเพียงแหล่งข่าวเดียวและยังไม่ยอมเปิดเผยแหล่งขาวด้วยเมื่อถูกซักไซ้

ข้อมูลของรายงานนี้เป็นความเท็จและต่อมา The New York Times เขียนชี้แจงอ้อมๆ (โดยยอมรับว่า "เราพบกรณีการรายงานจำนวนหนึ่งที่ไม่รอบคอบเท่าที่ควร") แต่มันสมประโยชน์ของรัฐบาลสหรัฐแล้ว เพราะเป้าหมายคือทำให้สาธารณชนเชื่อว่าซัดดัมมีอาวุธร้ายแรงและมีความชอบธรรมที่จะส่งกำลังทหารไป "ช่วยปลดปล่อยชาวอิรัก"

เรื่องของ "การกุข่าว" แบบนี้ยังมีอีกมาก ผู้เขียนจะยกยอดต่อไปในวันข้างหน้า

กลับมาที่เรื่องจุดอ่อนของจีนกันต่อ

จุดอ่อนเหล่านี้ทำให้เกิดจุดแข็งของจีนคือความรู้สึกชาตินิยมที่รุนแรงมากในหมู่คนจีน มันแรงจนถึงขั้นที่รัฐบาลอาจจะขอแรงประชาชนให้ทำอะไรก็ได้หากอ้างเรื่องชาติ เราจะเห็นว่าแบรนด์ดังที่ตามน้ำ "ชุดข้อมูล" ของชาติตะวันตกเรื่องซินเจียงจนไม่ยอมใช้ฝ้ายจากซินเจียงถูกคนจีนรวมหัวกันแบนจนไปไม่เป็นเลยทีเดียว

ล่าสุด แคเรน ม็อกหรือ ม่อเหวินเหว่ย นักร้องชาวฮ่องกง ใส่ชุดของ Dolce & Gabbana เธอจึงโดนคนจีนถล่มเละคาโซเชียลไปเรียบร้อย และต้องออกมาขอโทษขอโพยกันตามระเบียบ

Dolce & Gabbana ไม่ได้เกี่ยวกับกรณีฝ้ายซินเจียง แต่ทำให้คนจีนพิโรธเพราะโฆษณาเหยียดคนจีนและคำพูดของเจ้าของแบรนด์ที่หมิ่นคนจีนเมื่อปี 2018 ทำให้คนจีนเลิกซื้อและคนดังของจีนเลิกสัญญากับแบรนด์นี้ กรณีนี้ยกขึ้นมาเพื่อให้เห็นรว่าเรื่องมันก็นานนมมาถึง 3 ปีแล้ว แต่คนจีนก็ยังแค้นฝังหุ่นไม่เลิก นี่คือพลังของชาตินิยมจีน

อีกจุดแข็งคือการสั่งสมอาวุธและการแสดงแสนยานุภาพของจีนกับไต้หวัน แต่มันจะกลายเป็นจุดอ่อนเพราะจีนกระตุกง่ายเกินไปเรื่องไต้หวัน ทุกครั้งที่ไต้หวันขยับเรื่องเอกราช จีนจะต้องออกมาโชว์ออฟพลังการรบอยู่ร่ำไป ซึ่งมันเข้าทางชาติตะวันตกและญี่ปุ่นที่จะกระโจนออกมาหนุนไต้หวันทุกครั้งไป ส่วนไต้หวันก็เร่งเครื้่องซื้ออาวุธจากสหรัฐ ซึ่งยิ่งทำให้จีนข่มขู่หนักขึ้่นไปอีก ราวกับเป็นวงจรอุบาทว์

บี้กันไปบี้กันมาแบบนี้ ทำให้ไต้หวันถูกมองว่าอาจจะเป็นจุดตายที่คาดไม่ถึงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ได้

สถานการณ์ในเอเชียตะวันออกจะดีจะร้ายยังต้องใช้ญี่ปุ่นกับเกาหลีด้วย ทั้งสองเป็นพันธมิตรของสหรัฐอย่างแน่นอน แต่เผอิญว่าคู่กัดประจำวงที่หาทางลงรอยกันยาก แม้จะมองว่าจีนเป็นภัยคุกคามต่อพวกตน แต่เกาหลีและญี่ปุ่นก็ยังมองว่าแต่ละฝ่ายเป็นภัยคุกคามต่อตัวเองมากกว่าจีน

เราจะเห็นได้ว่าที่ประชุม G 7 ทั้งสองประเทศยอมนั่งคุยกันครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2019 แต่ผู้นำทั้งคู่เพียงแค่ทักทายก่อนเริ่มการประชุมอย่างเป็นทางการ ไม่ได้แสดงถึงความสมัครสมานสามัคคีเลย แถมประชุมเสร็จทางผู้นำญี่ปุ่นยังบอกว่า “เราไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมนั้นเพราะเราไม่สามารถรักษาสัญญาระหว่างประเทศได้” ที่เขาเอ่ยถึงคือกรณีขัดแย้งสองชาติเรื่องที่ค้างคามาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

อันนี้ไม่ใช่จุดอ่อนของจีนแต่เป็นจุดอ่อนของสหรัฐที่ยากจะใช้สองชาตินี้ร่วมยันจีน อย่างดีญี่ปุ่นก็แค่สนับสนุนไต้หวันเป็นระยะๆ

ท้ายที่สุดแล้ว สถานการณ์ที่เกิดขึ้นหลังการประชุม G7 คราวนี้ชวนให้นึกถึงพันธมิตร 8 ชาติที่รุมสกรัมจีนเมื่อปี 1900

"กลุ่ม G8" เมื่อร้อยกว่าปีก่อนคือ เยอรมนี ญี่ปุ่น รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา อิตาลี และออสเตรีย-ฮังการี

การรุกรานของกองทัพพันธมิตร 8 ชาติครั้งนั้นทำลายจีนจนพินาศจากมหาอำนาจอารยธรรมโบราณ กลายเป็นคนป่วยของเอเชียที่ถูกฝรั่งและญี่ปุ่นแย่งกันกระซวกแผ่นดินจีนมาเป็นเขตอิทธิพลของตนเอง

G7 ทุกวันนี้ก็ยังมีเยอรมนี ญี่ปุ่น รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา อิตาลี ออสเตรีย-ฮังการีนั้นไม่มีแล้วและแทนที่ด้วยแคนาดา ส่วนรัสเซียนั้นเคยเป็นสมาชิกของ G7 มาก่อนจนกลุ่มเคยใช้ชื่อ G8 มาพักหนึ่งกระทั่งในปี 2014 เมื่อรัสเซียเขมือบไครเมีย ทางกลุ่มจึงไล่รัสเซียออกไป

แต่มีบางประเทศที่ยังโหยหารัสเซียอยากให้ G7 เป็น G8 อีกครั้ง และการประชุมคราวนี้ยังเห็นว่าชาติตะวันตกนั้น "เลือดข้นกว่าน้ำ" เพราะขณะที่กังวลกับรัสเซีย ไบเดนก็เลือกที่จะนั่งคุยกับปูตินสองต่อสองที่สวิตเซอร์แลนด์

แต่กับจีนนั้นยังไม่มีวี่แววว่าจะคุยกันดีๆ แถมไบเดนยังเคยมีสุนทรพจน์ให้คนอเมริกันกลัวจีนเข้าไปอีกว่า "อีก 15 ปีจีนคิดว่าจีนจะครองอเมริกาได้" โดยอ้างว่าสีจิ้นผิงเป็นคนบอกกับเขา

แต่ก็นั่นแหละเขาไม่ได้บอกว่าจีนจะครองอเมริกาอย่างไร (เพราะเขาคงได้ยินสีจิ้นผิงพูดมาแค่นั้น) ดังนั้นเราคงต้องเห็นการหักเหลี่ยมระหว่างจีนกับชาติตะวันตกกันต่อไป อย่างน้อยก็คงในระหว่าง 15 ปีต่อจากนี้

แต่มันไม่ใช่เกมง่ายๆ ถึงตะวันตกจะบอกว่านี่ไม่ใช่สงครามเย็น แต่พวกเขาปฏิบัติกับจีนเหมือนกำลังทำสงครามเย็น จีนก็จะปฏิบัติต่อชาติตะวันตกเหมือนกับยุคสงครามเย็นเช่นกัน 

เฉพาะหน้าแล้วตอนนี้รัสเซียภัยคุกคามตัวฉกาจของ G7 และ NATO อย่างชัดเจน ในที่ประชุมคราวนี้ดูเหมือนจะพูดเรื่องรัสเซียมากกว่าจีนด้วยซ้ำ แต่ก็นั่นแหละพวกเขามีเวทีคุยกันได้ง่ายกว่าจีนและรัสเซียก็ยังเคยเป็น G8 ที่บางคนอยากให้กลับมาร่วมวงด้วยซ้ำ

เมื่อตัดรัสเซียออกไป ทุกวันนี้ประเทศพวกนี้ก็ยังคงพยายามสั่นคลอนจีนและและตัดตอนไม่ให้จีนเติบใหญ่ แต่จีนไม่ได้อ่อนแอเหมือนเมื่อร้อยปีก่อน และการแสดงท่าทีทางทหารของจีนแข็งกร้าวขึ้นเรื่อยๆ

จนชวนให้กังวลว่าการปะทะครั้งต่อไป ไม่ใช่แค่ฝรั่งจะรุมจีนฝ่ายเดียว แม้จีนจะลุยคนเดียวแต่ก็จะไม่ยอมตายคนเดียว จีนลากฝรั่ง "ลงนรก" ไปด้วย

โดย กรกิจ ดิษฐาน