สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: ประเทศที่เศรษฐกิจฟื้นเพราะฉีดวัคซีนเร็ว

วันที่ 10 พ.ค. 2564 เวลา 20:31 น.
สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: ประเทศที่เศรษฐกิจฟื้นเพราะฉีดวัคซีนเร็ว
ความคืบหน้าของวงการวัคซีนจากทั่วโลก สามารถเช็ค "ข่าวจริง" ของวัคซีนจากทั่วโลกได้ที่นี่

ข้อมูลจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เมื่อวันที่ 9 พ.ค. ชี้ว่าประเทศที่ฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ครอบคลุมประชากรมากที่สุด (นับเฉพาะประเทศที่มีประชากรมากกว่า 500,000 คน) ได้แก่ อิสราเอล ฉีดวัคซีนไปแล้ว 58% ของประชากร ตามมาด้วยมัลดีฟส์ ฉึดวัคซีนไปแล้ว 57.6% ของประชากร และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฉีดวัคซีนไปแล้ว 51.8% ของประชากร

ขณะที่ประเทศที่ฉีดวัคซีนไปเป็นจำนวนมากที่สุด ได้แก่ จีน ฉีดวัคซีนไปแล้ว 308.23 ล้านโดส ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกา ฉีดวัคซีนไปแล้ว 257.35 ล้านโดส ซึ่งการดำเนินการฉีดวัคซีนอย่างรวดเร็วนั้นนอกจากจะสามารถยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคได้แล้วยังส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

อิสราเอล

ซึ่งเป็นประเทศที่มีการฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากรมากที่สุดขณะนี้ได้ยกเลิกมาตรการบังคับสวมหน้ากากอนามัยกลางแจ้ง คลายมาตรการล็อกดาวน์ ผู้คนกลับไปทำงานตามปกติ และเปิดโรงเรียนอย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในรอบปี

  • เศรษฐกิจฟื้นตัว

เมื่อเดือนเม.ย. มีสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยกระทรวงการคลังอิสราเอลระบุว่าการขาดดุลการคลังของประเทศลดลงเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนเหลือ 12.1% ของจีดีพีในช่วง 12 เดือนถึงสิ้นเดือนมี.ค. จาก 12.4% ณ สิ้นเดือนก.พ.

รายรับของรัฐบาลในเดือนมี.ค. มีมูลค่ารวม 35,600 ล้าน NIS และมีมูลค่ารวม 98,000 ล้าน NIS ในช่วง 3 เดือนแรกของปี ซึ่งเพิ่มขึ้น 19.8% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2020

ขณะที่ธนาคารกลางแห่งประเทศอิสราเอลเผยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเนื่องจากการฉีดวัคซีนดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยเติบโตขึ้น 6.5% หลังสิ้นสุดปี 2020 ขณะที่ผลกำไรเพิ่มขึ้น 42.3% ในไตรมาสที่ 3

  • การท่องเที่ยวคืนชีพ

อิสราเอลกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศโดยมีกำหนดเปิดพรมแดนให้แก่นักท่องเที่ยวอีกครั้งในวันที่ 23 พ.ค. (เฉพาะผู้ที่ได้รับวัคซีนหรือหายป่วยจากโรคโควิด-19 แล้วเท่านั้น) หลังปิดพรมแดนไปนานแรมปีซึ่งส่งผลให้สูญเสียรายได้ 5,300 ล้านเหรียญสหรัฐในปีที่แล้ว โดยกระทรวงการท่องเที่ยวเผยว่าจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศต้องการมาเยือนมากที่สุดคือเยรูซาเล็ม

จีน

ฉีดวัคซีนให้ประชาชนไปแล้วกว่า 308 ล้านโดส โดยบุคลากรทางการแพทย์กว่า 80% ได้ฉีดวัคซีนแล้ว ชีวิตประจำวันของชาวจีนใกล้จะกลับสู่ภาวะปกติเนื่องจากความพยายามอย่างเต็มที่ในการควบคุมโรคและข้อกำหนดในการกักตัวที่เข้มงวดสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ

เศรษฐกิจตามการคาดการณ์ของ Oxford Economics ระบุว่าแผนการฉีดวัคซีนของจีนอาจปูทางไปสู่การเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็น 9.3% ในปีนี้ รวมถึงความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของผู้บริโภคก็มีแนวโน้มดีขึ้น และการบริโภคในครัวเรือนในปีนี้อาจเพิ่มขึ้น 7% จากช่วงก่อนโควิดในปี 2019

  • เศรษฐกิจโตรายเดียว

เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างก้าวกระโดดในไตรมาสแรกแม้ว่าจะมีความท้าทายในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอัตราประสิทธิภาพของวัคซีน การจำกัดการเดินทาง และมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐ ทำให้จีนเป็นเศรษฐกิจหลักของโลกเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่มีการขยายตัวในช่วงการระบาด

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเผยว่าเศรษฐกิจของประเทศขยายตัวในช่วงเดือนม.ค. ถึง มี.ค. เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การส่งออกเพิ่มขึ้น 38.7% ในไตรมาสนี้ในขณะที่มูลค่าการขายอาคารพาณิชย์รวมเพิ่มขึ้น 88.5% จากปีก่อนหน้า โดยจีนตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งปีนี้ไว้มากกว่า 6%

  • การท่องเที่ยวคึกคัก

ตลาดสายการบินในจีนเติบโตอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยช่วงหยุดยาววันแรงงานที่ผ่านมาชาวจีนจองตั๋วเดินทางเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า และนับเป็นการเดินทางท่องเที่ยวมากที่สุดนับตั้งแต่เกิดโรคระบาด โดยกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนกล่าวว่ามีการเดินทางในประเทศถึง 230 ล้านเที่ยวในช่วงวันหยุด เพิ่มขึ้นถึง 119.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

ในขณะที่การใช้จ่ายทั้งหมดอยู่ที่ 113,230 ล้านหยวน ซึ่งเพิ่มขึ้น 138.1% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ทั้งนี้การเดินทางท่องเที่ยวในประเทศพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาทำให้ชาวจีนไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้

สิงคโปร์

แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในอับดับที่กล่าวไปข้างต้นแต่ขณะนี้สิงคโปร์ถูกจัดให้เป็นประเทศที่รับมือกับโควิด-19 ดีที่สุดในโลกแซงหน้านิวซีแลนด์ไปหมาดๆ ตามการจัดอันดับโดยบลูมเบิร์ก (the Bloomberg Covid Resilience Ranking) ด้วยโครงการฉีดวัคซีนที่รวดเร็วโดยมีการฉีดวัคซีนให้แก่ประชากรในสัดส่วนที่มากที่สุดในภูมิภาคอาเซียนอยู่ที่ 19.5% ของประชากรทั้งประเทศราว 6 ล้านคน

ขณะนี้ชาวสิงคโปร์สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้เกือบปกติแล้ว โดยมีผู้ติดเชื้อรายวันไม่ถึง100 รายนับตั้งแต่กลางปีที่แล้วและไม่ได้ใช้มาตรการล็อกดาวน์มาตั้งแต่ต้นปี 2020 ผู้คนสามารถพบปะ ดูหนัง ดูคอนเสิร์ต หรือทานข้าวที่ร้านอาหารได้ แต่ยังคงต้องเว้นระยะห่างและใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาเว้นแต่เวลาทานข้ามหรือออกกำลังกาย

  • เศรษฐกิจที่เคยซบอาจฟื้น

องค์การเงินตราแห่งประเทศสิงคโปร์ (MAS) กล่าวเมื่อเดือนเม.ย. ว่าเศรษฐกินอาจเติบโตกว่า 6% ในปีนี้เนื่องจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งขึ้น และจีดีพีของประเทศขยายตัวเป็นไตรมาสที่ 3 ติดต่อกัน

  • การท่องเที่ยวหวังพึ่งฟองสบู่

โครงการ Air Travel Bubble (ATB) ระหว่างสิงคโปร์และฮ่องกงกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 26 พ.ค. ส่งผลให้นักท่องเที่ยวแห่จองตั๋วเครื่องบินจนเต็ม

อย่างไรก็ตามเมื่อไม่นานมานี้ทางการสิงคโปร์ระบุว่าอาจมีการบังคับใช้มาตรการคุมเข้มและเพิ่มความเข้มงวดในการเดินทางข้ามพรมแดนหลังยอดผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มขึ้นอีกครั้งและเพื่อสกัดไม่ให้โควิด-19 สายพันธุ์อินเดียแพร่ระบาดเข้าประเทศ ซึ่งข้อกำหนดของโครงการ ATB ระบุว่าหากยอดผู้ติดเชื้อจากผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศโดยเฉลี่ยมากกว่า 5 รายในช่วงเวลา 5 วันทั้งในสิงคโปร์และฮ่องกงโครงการดังกล่าวจะต้องถูกระงับ

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

อีกประเทศหนึ่งซึ่งได้รับการยอมรับว่าสามารถจัดการกับการแพร่ระบาดของโรคและนำไปสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในประเทศได้อย่างรวดเร็วโดยมีการฉีดวัคซีนไปแล้วกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดในประเทศ

โดย Mohammed Khalaf Al Habtoor ซีอีโอของ Al Habtoor Group หนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กล่าวว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น "เกินความคาดหมาย" โดยอ้างถึงข้อมูลที่เปิดเผยโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารกลางของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

กองทุนการเงินระหว่างประเทศคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในประเทศปีนี้จะเติบโตขึ้น 3.2% ขณะที่ธนาคารกลางคาดว่าจะเติบโตขึ้น 2.5% หลังจากที่หดตัว 6.1% ในปีที่ผ่านมาตามข้อมูลที่เปิดเผยโดยศูนย์สถิติของประเทศ

เดนมาร์ก

อีกประเทศตัวอย่างที่น่าจับตามองในเรื่องของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 2.3 ล้านโดสให้แก่ประชาชนอย่างน้อย 14.1% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางจำนวนผู้ติดเชื้อที่ลดลงจากวันละหลายพันคนเหลือ 500 ถึง 700 คนเท่านั้น ส่งผลให้ชาวเดนมาร์กสามารถทานอาหารที่ร้านอาหารหรือร้านกาแฟ ตลอดจนเชียร์กีฬาได้ตามปกติ

นอกจากนี้ยังเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจหาเชื้อโดยสามารถตรวจได้ประมาณ 200,000 คนหรือ 4% ของประชากรทั้งประเทศต่อวัน

  • เศรษฐกิจอาจโตสุดในรอบ 15 ปี

กระทรวงการคลังเดนมาร์กกล่าวเมื่อสิ้นเดือนเม.ย. โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของประเทศจะเติบโต 3.8% ในปีหน้าซึ่งเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบ 15 ปี ขณะที่คาดว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะโตขึ้น 2.1%

  • ผ่อนคลายมาตรการการท่องเที่ยว

เดนมาร์กได้ผ่อนคลายข้อจำกัดสำหรับการเดินทางระหว่างประเทศโดยสำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนครบ 2 โดส, ผู้ที่หายจากโควิด-19 แล้ว หรือเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีที่มีถิ่นที่อยู่ในเดนมาร์กสามารถเดินทางได้โดยไม่ต้องกักตัว

แต่สำหรับผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่สีแดงยังคงมีข้อกำหนดที่เข้มงวดแม้ว่าจะได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วนแล้วก็ตาม

Photo by THOMAS KIENZLE / AFP