ราชวงศ์อังกฤษกับกรณีเหยียดผิว ครั้งหนึ่งอาจมีราชินีเลือดผสมแอฟริกัน

วันที่ 12 มี.ค. 2564 เวลา 20:17 น.
ราชวงศ์อังกฤษกับกรณีเหยียดผิว ครั้งหนึ่งอาจมีราชินีเลือดผสมแอฟริกัน
จากการสัมภาษณ์ที่เขย่าบัลลังก์ราชวงศ์อังกฤษของเจ้าชายแฮร์รี่กับเมแกนพระชายา

มีประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงเป็นพิเศษคือการที่เมแกนบอกว่ามีสมาชิกในราชวงศ์แสดงความกงัวลกับสีผิวของโอรสของทั้งสอง คือ อาร์ชี (เนื่องจากเมแกนเป็นลูกครึ่งผิวขาว/ผิวดำ)

ต่อมาโอปราห์ วินฟรีย์ ผู้ทำการสัมภาษณ์เผยว่าผู้ที่เอ่ยถึงเรื่องสีผิวของอาร์ชีไม่ใช่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และไม่ใช่เจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ แทนที่จะทำให้โลกโซเชียลสงบลงมันกลับทำให้กระแสคาดเดายิ่งรุนแรงหนักขึ้น เพราะแต่ละคนก็อยารู้ว่าใครที่ยกประเด็นอ่อนไหวนี้ขึ้นมา

มันยังไม่จบแค่นั้น เมื่อพ่อชาวอเมริกันของเมแกนคือ โทมัส มาร์เคิลกล่าวว่าเขาไม่คิดว่าราชวงศ์อังกฤษเหยียดผิวและคาดว่ามันเป็นเพียงคำถามโง่ๆ เท่านั้น เขาบอกกับ ITV ว่า "ผมเคารพพระราชวงศ์มากและผมไม่คิดว่าราชวงศ์อังกฤษเหยียดผิวเลย ผมไม่คิดว่าคนอังกฤษเหยียดเชื้อชาติ ผมคิดว่าลอสแองเจลิที่ๆ คนเหยียดเชื้อชาติ ที่แคลิฟอร์เนียเป็นที่ของพวกเหยียดเชื้อชาติ แต่ผมไม่คิดว่าคนอังกฤษเป็น (คนเหยียดเชื้อชาติ)"

แต่ต้องตระหนักด้วยว่าพ่อของเมแกนอาจจะไม่ได้เข้าข้างลูกของตัวเอง เพราะทั้งคู่มีเรื่องระหองระแหงกัน

หลายคนคงจะสงสัยแล้วว่าราชวงศ์อังกฤษไม่ได้เหยียดเชื้อชาติหรือไม่? คำตอบที่ชัดเจนที่สุดคงจะมาจากคนที่พูดเรื่องสีผิวของอาร์ชีเท่านั้น แต่ก่อนจะได้คำตอบเราสามารถกลับไปค้นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เพื่อตรวจสอบดูว่าราชวงศ์อังกฤษมีความอดทนกับความหลากหลายทางเชื้อชาติแค่ไหน?

เป็นที่ทราบกันดีว่า เมแกนมีเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกันจากแม่ และคอเคเซียนจากพ่อ ซึ่งเธอก็ภาคภูมิใจกับการเป็นคนเชื้อชาติผสม ด้วยความที่เธอมีเชื้อสายแอฟริกัน ทำให้มีกระแสกล่าวขวัญถึงกันว่าเธอจะเป็นว่าที่สมาชิกราชวงศ์อังกฤษคนแรกที่มีเชื้อสายคนผิวดำ

อย่างไรก็ตาม มีผู้ค้านว่าเมแกนอาจไม่ใช่เชื้อสายแอฟริกันคนแรกในราชวงศ์อังกฤษ เพราะนักประวัติศาสตร์หลายรายชี้ว่า สมเด็จพระราชินีชาร์ลอตต์ พระมเหสีในพระเจ้าจอร์จที่ 3 ซึ่งดำรงพระชนม์ชีพในช่วงปี 1744-1818 อาจทรงมีเชื้อสายชาวแอฟริกัน

ฮอเรซ วอลโพล นักเขียนและการเมืองอังกฤษร่วมสมัยของสมเด็จพระราชินีชาร์ลอตต์บอกว่าพระนางทรงมี "รูพระนาสิกกว้างเกินไป พระโอษฐ์ก็มีความผิดปกติเหมือนกัน"

นักเขียนชื่อดังในยุคนั้นคือ เซอร์ วอลเตอร์ สก็อต ถึงกับกล่าวอย่างเหยียดเชื้อชาติว่า ทรงมีพระฉวีสีเพี้ยน คือไม่ใช่ผิวขาว และครอบครัวของพระองค์เป็นคนผิวสีผิดเพี้ยน

แต่คำกล่าวอ้างนี้ถูกระบุต่อสาธารณชนครั้งแรกในหนังสือ Sex and Race: Volume I ของนักเขียนชาวจาเมกา - อเมริกันที่ชื่อ เจ เอ รอเจอร์ส ในปี 1940 ซึ่งเขาสรุปว่าสมเด็จพระราชินีชาร์ลอตต์ต้องมี "สายพันธุ์นิโกร" (Negro strain) โดยสังเกตว่า "รูพระนาสิกกว้างและริมพระโอษฐ์หนา "ดังที่ปรากฎในภาพพระฉายาลักษณ์ที่วาดขึ้นในปี 1761 โดยแอลลัน แรมซีย์

หนึ่งในผู้สนับสนุทฤษฎีนี้คือ มาริโอ เด บัลเดส อี โกกอม ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์การแพร่กระจายของชาวแอฟริกัน ซึ่งอ้างว่า สมเด็จพระราชินีชาร์ลอตต์ แม้ว่าจะประสูตรที่เยอรมนี แต่ทรงมีเชื้อสายของพระเจ้าอัลฟองโซที่ 3 แห่งโปรตุเกส กับพระสนมชาวมัวร์จากแอฟริกันชื่อ มาดรากานา ในสมัยศตวรรษที่ 13

บัลเดสระบุว่า พระเจ้าอัลฟองโซที่ 3 ทรงไปตีเมืองชื่อฟารีได้จากพวกมัวร์ (ชาวมุสลิมแอฟริกาเหนือ) และทรงได้บุตรีของเจ้าเมืองคือ มาดรากานามาเป็นพระสนมม และมีพระโอรสพระธิดาด้วยกัน 3 พระองค์ บัลเดสยังยืนยันว่า แม้ว่าช่วงเวลาระหว่างยุคของพระสนมมาดรากานากับสมเด็จพระราชินีชาร์ลอตต์จะห่างไกลกันมากโดยห่างกันถึง 15 รุ่น

แต่เมื่อพิจารณาจากการสืบสกุลหรือพงศาวลีแล้วกลับมีความใกล้ชิดกันอย่างน่าตกใจ เพราะในเวลาต่อมา พระโอรสของพระสนมมาดรากานา ชื่อว่า มาร์ติน อัลฟองโซ สมรสกับหญิงในตระกูลซูซา ซึ่งก็มีเชื้อสายแอฟริกันเช่นกัน ทั้งสองตระกูลนี้เป็นบรรพบุรุษของสมเด็จพระราชินีชาร์ลอตต์

ว่ากันว่า ในตอนแรกที่พระเจ้าจอร์จที่ 3 แห่งอังกฤษทรงได้ประสบพบพักตร์กับว่าที่พระมเหสี ถึงกับทรงตกตะลึงไปชั่วขณะ แต่ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าทรงตะลึงในพระรูปโฉมหรือตกตะลึงกับลักษณะของพระนางที่แสดงความเป็นชาวแอฟริกันอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีเรื่องสมเด็จพระราชินีชาร์ลอตต์ทรงมีเชื้อสายคนผิวดำถูกคัดค้านอย่างหนักเหมือนกัน โดยเฉพาะในหมู่นักวิชาการเกือบทั้งหมดไม่ยอมรับทฤษฎีนี้เอาเลย แต่เรื่องแบบนี้ถูกใจคนทั่วไปเป็นอย่างมากและถูกพูดถึงอย่างมากอีกครั้งเมื่อเมแกนทำพิธีหมั่นและเสกสมรสกับเจ้าชายแฮร์รี่

เช่นเดียวกับเมแกนที่มีความสัมพันธ์ไม่ดีนักกับสมาชิกราชวงศ์ สมเด็จพระราชินีชาร์ลอตต์ก็ทรงมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนักกับเจ้าหญิงเอากุสทา ซึ่งเป็นพระราชมารดาของพระสวามีซึ่งควบคุมพระองค์ด้วยกฎระเบียบอันเข้มงวดของราชสำนักและส่งคนใกล้ชิดไปรับใช้พระนางจนดูเหมือนจะคอยจับผิดอยู่ตลอดเวลา

เมแกนบอกในระหว่างการสัมภาษณ์กับโอปราห์ว่าต้องเผชิญกับแรงกดดันของการเป็นสมาชิกราชวงศ์จนเคยคิดฆ่าตัวตายมาแล้ว