posttoday
วอลลิส ซิมป์สัน หญิงหม้ายอเมริกันผู้ทำให้กษัตริย์อังกฤษต้องสละบัลลังก์

วอลลิส ซิมป์สัน หญิงหม้ายอเมริกันผู้ทำให้กษัตริย์อังกฤษต้องสละบัลลังก์

09 มีนาคม 2564

เมแกน มาร์เคิล ไม่ใช่ผู้หญิงอเมริกันคนแรกที่แต่งงานกับราชวงศ์อังกฤษและไม่ใช่อเมริกันคนแรกในราชวงศ์อังกฤษที่ทำให้โลกต้องตะลึง

เรื่องราวความรักของเจ้าชายแฮร์รี่ และเมแกน มาร์เคิล ที่นำมาสู่การประกาศสละยศถาบรรดาศักดิ์และออกจากการเป็นสมาชิกราชวงศ์ มีความคล้ายคลึงกับความรักที่สั่นคลอนราชบัลลังก์อังกฤษของหญิงชาวอเมริกันที่ชื่อว่า วอลลิส ซิมป์สัน และพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 เมื่อเกือบ 100 ปีก่อน

วอลลิส ซิมป์สัน เป็นสาวสังคมชาวอเมริกันจากเมืองบัลติมอร์ รัฐแมริแลนด์ ก่อนที่จะครองคู่กับพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 เธอผ่านการแต่งงานมาแล้ว 2 ครั้ง และแต่ละครั้งก็ค่อนข้างโลดโผน

สามีคนแรกของเธอคือ เอิร์ล วินฟิลด์ สเปนเซอร์ นักบินของกองทัพเรือสหรัฐ ทั้งคู่อยู่กินด้วยกัน 11 ปี โดยระหว่างนี้มีการแยกกันอยู่เป็นระยะ ก่อนที่จะกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งหลังจากสเปนเซอร์ได้รับการเลื่อนขั้นเป็นผู้บัญชาการเรือรบยูเอสเอส แพมแพงกา (USS Pampanga) โดยระหว่างนี้ วอลลิส ซิมป์สัน ยังแอบมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ เฟลิเป เด เอสปิล นักการทูตอาร์เจนตินา

วอลลิสมีโอกาสตามสามีไปทำงานที่ประเทศจีน และที่แห่งนี้เองที่เธอนอกใจสามีอีกครั้ง จากปากคำของ มิลตัน อี. ไมล์ส ภรรยาของเพื่อนร่วมงานของสเปนเซอร์ วอลลิสได้พบกับ กาลีอัซโซ เชียโน ซึ่งภายหลังได้เป็นบุตรเขยของมุสโสลินี อดีตผู้นำฟาสซิสต์ของอิตาลี ที่กรุงปักกิ่ง

ทั้งคู่มีความสัมพันธ์กันจนกระทั่งวอลลิสตั้งครรภ์ และมีข่าวลือว่าเธอต้องแอบไปทำแท้งจนทำให้เธอไม่สามารถมีลูกได้อีกตลอดชีวิต ทว่าข่าวลือนี้ไม่เคยได้รับการยืนยัน แม้แต่ เอ็ดดา มุสโสลินี ภรรยาของเชียโนก็ปฏิเสธเช่นกัน

ก่อนหย่ากับสามีคนแรกวอลลิสได้พบกับ เออร์เนสต์ อัลดริช ซิมป์สัน ผู้บริหารบริษัทขนส่งทางเรือผู้มั่งคั่ง หลังจากวอลลิสหย่า ซิมป์สันจึงหย่ากับภรรยาที่มีลูกสาวด้วยกัน 1 คนเพื่อมาแต่งงานกับวอลลิส โดยเธอตอบโทรเลขขอแต่งงานของซิมป์สันมาจากเมืองคานส์ของฝรั่งเศส

เรื่องราวความรักสุดซับซ้อนและสั่นคลอนบัลลังก์อังกฤษเริ่มขึ้นระหว่างการแต่งงานครั้งที่สองของวอลลิส

วอลลิสได้รู้จักกับเลดี้เฟอร์เนส ภรรยาเก็บของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ปรินซ์แห่งเวลส์ (ยศในขณะนั้นของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8) ผ่าน คอนซูเอโล ธอว์ เพื่อนของเธอซึ่งเป็นพี่น้องกับเลดี้เฟอร์เนส และเลดี้เฟอร์เนสนี่เองที่ทำให้วอลลิสได้พบกับเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดในปี 1931

ระหว่างปี 1931-1934 เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ปรินซ์แห่งเวลส์ พระโอรสในพระเจ้าจอร์จที่ 5 และสมเด็จพระราชินีแมรี่ หรือแมรี่ ออฟ เท็ค และเป็นมกุฎราชกุมารของราชวงศ์อังกฤษ ได้พบกับสองสามีภรรยาซิมป์สันในงานปาร์ตี้หลายครั้ง

กระทั่งเมื่อเดือน ม.ค. 1934 ขณะที่เลดี้เฟอร์เนสเดินทางไปนิวยอร์กของสหรัฐ วอลลิสได้ตกเป็นภรรยาเก็บของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด แต่เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดปฏิเสธกับพระบิดาแม้จะมีคนในวังเห็นทั้งคู่อยู่บนเตียงด้วยกันและ มีหลักฐานว่าทั้งคู่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันก็ตาม

แต่สุดท้ายแล้ววอลลิสก็มาแทนที่เลดี่เฟอร์เนส ส่วนเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดก็ตีตัวออกห่างจาก ฟรีดา ดัดลีย์ วอร์ด สาวคนสนิทซึ่งเป็นทายาทนักธุรกิจสิ่งทอชาวแองโกลอเมริกัน จนเหลือเพียงวอลลิสที่อยู่ข้างกาย

จากคำบอกเล่าของผู้เขียนบันทึกชีวประวัติ ช่วงปลายปี 1934 เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดหลงใหลวอลลิสมากถึงขั้นที่ผู้เขียนใช้คำว่า เจ้าชายทรงเป็น “ทาส” ของวอลลิส ส่วนวอลลิสระบุว่าเธอตกหลุมรักเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดระหว่างล่องเรือยอชต์ Rosaura กับเจ้าชายเมื่อเดือน ส.ค. 1934

ปี 1934 ในงานปาร์ตี้ตอนค่ำที่พระราชวังบักกิงแฮม เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทรงแนะนำวอลลิสกับสมเด็จพระราชินีแมรี่พระมารดาซึ่งทำให้พระเจ้าจอร์จที่ 5 กริ้วมาก เนื่องจากประวัติการแต่งงานที่ผ่านมาของวอลลิส เพราะตามธรรมเนียมหญิงที่ผ่านการหย่าร้างจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชสำนัก

ทว่าเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดกลับไม่แคร์ ทั้งยังทรงปรนเปรอทั้งเงินและเครื่องประดับต่างๆ ให้วอลลิส เมื่อปี 1935 ทั้งคู่เดินทางไปเที่ยวยุโรปด้วยกันถึง 2 ครั้ง ซึ่งทำให้ทางสำนักพระราชวังเริ่มไม่พอใจ เนื่องจากความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มกระทบกับการปฏิบัติพระกรณียกิจของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด

เหตุการณ์พลิกผันของราชวงศ์อังกฤษเกิดขึ้นหลังจากพระเจ้าจอร์จที่ 5 สวรรคตเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 1936 ทำให้เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดต้องขึ้นเป็นกษัตริย์ต่อจากพระบิดา และยืนยันว่าจะทรงอภิเษกสมรสกับวอลลิส ทว่าด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีแล้วพระองค์ไม่สามารถอภิเษกสมรสกับหญิงที่ผ่านการหย่าร้างมาแล้วและอดีตสามียังมีชีวิตอยู่ และขณะนั้นวอลลิสกำลังดำเนินการหย่ากับสามีคนที่ 2  

ขณะนั้นมีเสียงซุบซิบกันว่าวอลลิสต้องการแต่งงานกับพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 เพราะต้องการเงินและยศฐาบรรดาศักดิ์มากกว่าเพราะความรัก และมีการคัดค้านเป็นวงกว้าง หากพระองค์ยังดึงดันจะทรงอภิเษกสมรสแล้วยกย่องวอลลิสให้เป็นพระราชินี คณะรัฐบาลจะต้องลาออกทั้งคณะ ซึ่งจะทำให้เกิดวิกฤตรัฐธรรมนูญ

หนทางเดียวที่พระองค์จะได้ครองคู่กับวอลลิสก็คือการสละบัลลังก์ และแล้วพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ก็ทรงทำในสิ่งที่ทรงตัดสินพระทัยแน่วแน่แล้วในเดือน ธ.ค. 1936  หลังจากนั้นเจ้าชายอัลเบิร์ต ดยุคแห่งยอร์ก พระอนุชา จึงขึ้นสืบราชบัลลังก์ต่อในนาม พระเจ้าจอร์จที่ 6

การหย่าร้างกับสามีคนที่ 2 ของวอลลิสเสร็จสิ้นในเดือน พ.ค. 1937 ทั้งคู่เสกสมรสกันเมื่อวันที่ 3 มิ.ย.ในปีเดียวกันที่ฝรั่งเศสโดยไม่มีสมาชิกครอบครัวของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดมาร่วมงานสักคน

แม้ว่าพระเจ้าจอร์จที่ 6 จะทรงแต่งตั้งให้เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดเป็นดยุคแห่งวินด์เซอร์ก่อนที่ทั้งคู่จะเสกสมรสกัน ซึ่งทำให้วอลลิสได้เป็นดัชเชสแห่งวินด์เซอร์ไปด้วย แต่เธอไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ฐานันดร Royal Highness

นอกจากนี้ ดัชเชสแห่งวินด์เซอร์ยังไม่ได้รับการยอมรับจากราชวงศ์อังกฤษทั้งพระราชินีแมรี่ พระมารดาของดยุคแห่งวินด์เซอร์ พระเจ้าจอร์จที่ 6 และสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธ หรือต่อมาคือ สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธ พระราชชนนี (The Queen Mother) พระมารดาของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ด้วยเหตุผลหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธ พระราชชนนีทรงไม่พอพระทัยที่การสละราชบัลลังก์ของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำให้พระสวามีของพระองค์ต้องขึ้นเป็นกษัตริย์แบกภาระหน้าที่อันใหญ่หลวง

ช่วงก่อน ระหว่าง และหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งดยุคและดัชเชสแห่งวินด์เซอร์ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าสนับสนุนกลุ่มนาซี เนื่องจากทรงเดินทางไปพบกับ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่เยอรมนีในปี 1937 และยังถูกสื่ออังกฤษวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการช็อปปิ้งอย่างฟุ่มเฟือยในสหรัฐในขณะที่อังกฤษประสบปัญหาจนต้องมีการปันส่วนและขาดแคลนไฟฟ้า

วอลลิส ซิมป์สัน หญิงหม้ายอเมริกันผู้ทำให้กษัตริย์อังกฤษต้องสละบัลลังก์

ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ดยุคและดัชเชสทรงเลือกพำนักอยู่ที่กรุงปารีสของฝรั่งเศส จนกระทั่งดยุคแห่งวินด์เซอร์เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในปี 1972

หลังจากนั้นดัชเชสแห่งวินด์เซอร์ได้ใช้ชีวิตตามลำพังและไม่ค่อยปรากฏตัวต่อสาธารณชน โดยอาศัยเงินจากทรัพย์สินของดยุคแห่งวินด์เซอร์และเงินช่วยเหลือจากสมเด็จพระราชินี

ปี 1980 วอลลิส ซิมป์สัน เริ่มพูดไม่ได้ และในช่วงบั้นปลายเธอต้องนอนติดเตียงโดยไร้ญาติมิตรไปเยี่ยมเยียน นอกจากแพทย์และพยายาล กระทั่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 24 เม.ย. 1986 ที่บ้านในกรุงปารีสในวัย 89 ปี

ขณะที่ เมแกน มาร์เคิล นักแสดงชาวอเมริกันที่มีเชื้อสายแอฟริกันก็เคยผ่านการแต่งงานกับ เทรเวอร์ เองเกลสัน โปรดิวเซอร์ชาวอเมริกัน ก่อนจะหย่าร้างกันในปี 2013 และเดทกับ โครี วิทิเอลโล เชฟชื่อดังชาวแคนาดาเกือบ 2 ปี ก่อนจะเลิกรากันในปี 2016 และเริ่มความสัมพันธ์กับเจ้าชายแฮร์รี่ในเดือน มิ.ย.ปีเดียวกัน

ช่วงแรกๆ เมแกนเป็นที่ชื่นชอบของสื่ออังกฤษ เพราะเธอคือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่เกิดขึ้นในสังคมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ แต่หลังจากนั้นมาร์เคิลกลับเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกสื่อแท็บลอยด์อังกฤษวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด

เมแกนถูกโจมตีทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการบูรณะพระตำหนักฟร็อกมอร์ที่ประทับที่ใช้เงินภาษีประชาชนจำนวนมหาศาล การวางตัวในที่สาธารณะ หรือแม้แต่การใช้โซเชียลมีเดีย จนนำมาสู่การประกาศสละฐานันดรศักดิ์และออกจาการเป็นสมาชิกราชวงศ์เมื่อปีที่แล้วตามรอยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 

ต่างกันเพียงพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 คือกษัตริย์ของอังกฤษ แต่เจ้าชายแฮร์รี่ทรงเป็นรัชทายาทลำดับที่ 6 การแต่งเข้าราชวงศ์ของมาร์เคิลอาจไม่กระทบกับราชบัลลังก์เท่ากับกรณีของวอลลิส 

ภาพ Le Nouvelliste d'Indochine, 14 novembre 1937 (Public Domain)

ข่าวล่าสุด

เบทาโกร ลุยตลาดอาหารสัตว์ไฮเอนด์ ดึง ‘ตรี ภรภัทร’ ขึ้นแท่น Friend of Perfecta คนแรก

เบทาโกร ลุยตลาดอาหารสัตว์ไฮเอนด์ ดึง ‘ตรี ภรภัทร’ ขึ้นแท่น Friend of Perfecta คนแรก