สิ่งที่ประท้วงในเมียนมาทำสำเร็จมากกว่าประท้วงไทย?
กระแสแบนสินค้าที่เกี่ยวข้องกับกองทัพเมียนมาเห็นผลทันตา ร้านค้าโอดขายของไม่ได้
นอกจากเราจะได้เห็นชาวเมียนมานับหมื่นคนลงถนนต่อต้านการทำรัฐประหารของกองทัพพร้อมกับชูสามนิ้วซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยไปแล้ว
อีกสิ่งหนึ่งที่มีความคล้ายคลึงกับการชุมนุมในบ้านเราคือ ชาวเมียนทั้งชาวบ้านทั่วไปและบรรดาคนดังและอินฟลูเอนเซอร์มายังรวมพลังกันแบนสินค้าที่เกี่ยวข้องกับกองทัพและประกาศจะไม่ร่วมสังฆกรรมใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ
และที่สำคัญคือเคมเปญนี้เห็นผลทันตา
หลังการรัฐประหารมีการผลักดันแคมเปญ “Stop Buying Junta Business” หรือแปลได้ว่า เลิกซื้อของของรัฐบาลทหาร เชิญชวนให้ชาวเมียนมาเลิกอุดหนุนสินค้าหรือบริการที่เป็นธุรกิจของกองทัพ เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารและสนับสนุนประชาธิปไตย โดยแคมเปญนี้เริ่มเป็นกระแสเมื่อวันที่ 3 ก.พ. หลังรัฐประหารผ่านไป 2 วัน
แคมเปญนี้ส่งแรงกระเพื่อมไปแทบจะทุกธุรกิจ เนื่องจากกองทัพเมียนมาเกี่ยวข้องกับธุรกิจแทบจะทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม บุหรี่ ธุรกิจบันเทิง ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ธนาคาร ธุรกิจการเงิน โรงพยาบาล บริษัทน้ำมัน ธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง เป็นต้น
สำนักข่าว Myanmar Times พบว่า สินค้าหลายแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ อาทิ เบียร์ Myanmar Beer, ซิมการ์ดและบัตรเติมเงินของ MyTel, บุหรี่ Ruby Cigarettes, ธุรกิจขนส่งเส้นทาง Shwe Mann Thu/ Shan Ma Lay มีคนใช้มีคนซื้อน้อยลง
Ko Tayzar ตัวแทนจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเมืองย่างกุ้งเผยกับ Myanmat Times ว่า “เมื่อก่อนเคยขายเบียร์ Myanmar Beer แบบแพ็ค 12 กระป๋องได้วันละ 3 แพ็ค แต่ตอนนี้ขายไม่ได้สักแพ็ค ช่วงไม่กี่วันนี้ความต้องการซื้อลดลงอย่างเห็นได้ชัด ถ้าไม่มีคนซื้อเราก็ขายไม่ได้ ตอนนี้เลยต้องหยุดขาย Myanmar Beer”
ส่วน Ma Nilar ผู้จำหน่ายเสื้อผ้าออนไลน์เผยว่า “เราใช้รถขนส่งเส้นทางอื่นแทนเส้นทาง Shwe Mann Thu เพื่อส่งสินค้าไปนอกเมือง นี่คือวิธีที่เราเข้าร่วมแคมเปญนี้”
นอกจากนี้ Myanmar Times ยังพบว่า ชาวเมียนมาที่เคยใช้บริการซิมการ์ดและอินเทอร์เน็ตของ MyTel พากันย้ายค่ายไปใช้บริการของ Telenor และ Ooredoo แทน
อีกปรากฏการณ์หนึ่งที่คล้ายกับของไทยคือ การแบนคนดังและอินฟลูเอนเซอร์ที่ไม่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย เช่นในกรณีของ Nay Chi Oo อินฟลูเอนเซอร์ที่ผันตัวไปเป็นนักแสดงและนางแบบวัย 24 ปี ถูกผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในเมียนมาถล่มเละที่เธอไม่ออกมาแสดงท่าทีใดๆ
ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตรายหนึ่งคอมเม้นต์ถึงเธอว่า “ในฐานะอินฟลูเอนเซอร์คุณต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการใช้เสียงของคุณเรียกร้องสิ่งที่ดีกว่าเพื่อคนอื่น เพื่อสิ่งแวดล้อม และเพื่อโลกใบนี้ การที่คุณยังนิ่งเฉยหมายความว่าคุณไม่ใช่อินฟลูเอนเซอร์ที่รู้ผิดชอบชั่วดี ฉันจะไม่สนับสนุนคุณอีกต่อไปแล้ว”
ส่วนอีกคอมเม้นต์หนึ่งถามอินฟลูเอนเซอร์รายนี้ว่า “คุณอยู่ที่ไหน ซ่อนอยู่บนเตียงนุ่มๆ ตอนที่ลุงของคุณจับผู้นำของเราเหรอ”
เหตุการณ์นี้ทำให้ยอดฟอลโลเวอร์ของเธอหายไปกว่า 50,000 คนในวันเดียว
เช่นเดียวกับนักร้องฮิปฮอปชื่อดังและนักแสดงที่ชื่อ Sai Sai Kham Leng ที่ฟอลโลเวอร์หายไป 20,000 คนในวันเดียว เพราะไม่โพสต์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำรัฐประหารของกองทัพ
Ko Myo Nyi Nyi Zaw พูดถึงกรณีนี้ว่า “พวกเขามีคนติดตามเป็นล้าน พวกเขาสามารถเข้าถึงคนทั่วไปด้วยโพสต์สั้นๆ บนเฟซบุ๊ค แต่มันช่างน่าอายที่คนดังเหล่านี้ยังปิดปากเงียบกับฝันร้ายที่เกิดขึ้น ไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาถึงกลัวในเมื่อทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีในโลกออนไลน์โดยไม่ต้องออกไปตะโกนเรียกร้องความยุติธรรมบนถนน”
นอกจากนี้ ชาวเมียนมายัง call out และบอยคอตต์คนที่สนับสนุนรัฐประหารรวมทั้งคนที่จะเข้าร่วมทำงานกับรัฐบาลทหาร โดยหนึ่งในนั้นคือ U Thaung Tin เจ้าของบริษัท KMD Computer Group หลังจากเจ้าตัวมีชื่ออยู่ในคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหม่ที่กองทัพแต่งตั้งก็ถูกชาวเมียนมาบอยคอตต์ทันที ทำให้ในเวลาต่อมาเขาปฏิเสธตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมและการสื่อสารไป
ด้านประเทศไทยก็เกิดกระแสแบนสินค้าที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลและอยู่ในเครือป่ารอยต่อ โดยมีนักเคลื่อนไหวออกมาเรียกร้องให้เลิกสนับสนุนสินค้าเหล่านั้นรวมถึงงดซื้อสินค้าจากร้านสะดวกซื้อ และหันไปซื้อสินค้าแบรนด์อื่นๆ ที่ไม่อยู่ในลิสต์จากร้านค้ารายย่อยอื่นๆ แทน
ซึ่งนอกจากจะเพื่อหลีกเลี่ยงการสนับสนุนกลุ่มนายทุนแล้วยังเป็นการกระจายรายได้สู่ชาวบ้านด้วย จึงเกิดกระแสแฮชแท็ก #supportsmallbusiness
นอกจากนี้ กลุ่มนักเคลื่อนไหวยังมีการสร้างช่องทางมากมายเพื่อเช็คสินค้าที่สามารถซื้อได้และสินค้าที่ควรหลีกเลี่ยง อาทิ บอทแชท Salim Check บนแอปพลิเคชั่นไลน์, แอคเคาท์ @NoSalimList บนทวิตเตอร์ เพื่อตรวจสอบสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ และบนโลกออนไลน์ยังมีการแชร์อินโฟกราฟฟิกรวบรวมสินค้าแบรนด์สนับสนุนรัฐบาล อยู่ในเครือป่ารอยต่อ หรือมีพรีเซ็นเตอร์ที่สนับสนุนรัฐบาล เพื่อร่วมกันงดบริโภคแบรนด์นั้นๆ
ซึ่งการกระแสการแบนสินค้าก็นับว่าสะเทือนไปถึงเจ้าของแบรนด์ สังเกตได้จากการที่หลายแบรนด์เลือกที่จะถอดสปอนเซอร์ออกจากช่องทางที่ถูกมองว่าเป็นฝ่ายรัฐบาล อย่างไรก็ตามร้านสะดวกซื้อหรือบรรดาสินค้าที่ถูกแบนก็ยังคงได้รับการอุดหนุนอยู่ดี
ไม่เพียงแต่สินค้าเท่านั้นแต่กระแสแบนยังลุกลามไปถึงโรงแรมดังหลังเจ้าของโรงแรมโพสต์ข้อความด่าหนึ่งในแกนนำผู้ประท้วง จนเกิดแฮชแท็กแบนบนโลกออนไลน์ แม้ว่าในตอนแรกจะดูเหมือนไม่สำเร็จเนื่องจากเจ้าของธุรกิจก็ยืนยันว่ากลุ่มนักเคลื่อนไหวไม่ใช่กลุ่มลูกค้าของเขา แต่ภายหลังก็ถึงกับโอดว่าการท่องเที่ยวซบเซาวอนรัฐบาลจ่ายเงินช่วยเหลือพนักงานด้วย
อีกหนึ่งกระแสที่ประสบความสำเร็จคือการที่บรรดาแฟนคลับซึ่งมักจะเช่าป้ายโฆษณาตามสถานีรถไฟฟ้าเพื่อโปรโมทศิลปินหรือทำโปรเจ็กต์เนื่องในวันเกิดให้ศิลปินที่ตนชื่นชอบ ก็หันไปอุดหนุนใช้บริการร้านค้ารายย่อยรวมถึงรถตุ๊กตุ๊กแทนเพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น
โปรเจคนุ้งตี๋ที่โคราชเสร็จละน้า ดีใจที่ได้เห็นพี่ๆวินมีรอยยิ้มตอนติดป้าย พี่วินดีใจมาก พี่เค้าบอกว่ารถตุ๊กตอนนี้งานแทบไม่มี ตอนเราขอบรีฟงาน นางบอกว่าเดี๋ยวพี่เรียกเพื่อนมาให้ เจ้จะได้ไม่เหนื่อย นางแทนเราว่าเจ้ไปอีก#NamJooHyukBday2021? #Happy28thNamJooHyukDay#HappyNamjoohyukday pic.twitter.com/zJSrXZCqA4
— K. (@KookkaiiMe) February 5, 2021
หลังจากที่เกิดกรณีรถไฟฟ้าหยุดให้บริการบางสถานีตามคำสั่งของรัฐบาลเพื่อขัดขวางการเดินทางของกลุ่มผู้ชุมนุมที่นัดรวมตัวกัน กระแสดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้วและจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่เห็นป้ายโฆษณาบนรถไฟฟ้าที่มาจากบรรดาแฟนคลับอีกเลย
รวมถึงกระแสแบนศิลปินดาราในประเทศไทยก็มีเช่นกัน โดยกลุ่มนักเคลื่อนไหวรวบรวมรายชื่อศิลปินดาราที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลผ่านแฮชแท็ก #แบนดาราสลิ่ม เพื่อร่วมกันงดสนับสนุนผลงานของพวกเขา แม้ว่าจะมีหลายคนที่เห็นด้วยและร่วมแบนศิลปินดาราเหล่านั้น แต่ก็มีอีกหลายคนที่ออกมาคัดค้านแสดงความเข้าใจในมุมของศิลปิน พร้อมมองว่าการแบนศิลปินเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น
จะว่าไปแล้วกระแสกดดันของผู้ประท้วงเมียนมาแทบจะไม่ต่างจากแนวทางของผู้ประท้วงในไทยเลย


