ปิดทะเลล้อมจีน ตาข่ายดักเรือดำน้ำพญามังกร
เรือดำน้ำจีนจะถูกล้อมไม่ให้ออกมาจากฐานที่มั่นได้ง่ายๆ เมื่อสหรัฐและพันธมิตรกำลังวาง "ตาข่าย" ดักเอาไว้ทั่วภูมิภาค
ในยุคสงครามเย็น สหรัฐสร้างระบบโซนาร์ที่เรียกว่า SOSUS เพื่อติดตามเรือดำน้ำของสหภาพโซเวียตโดยจับความเคลื่อนไหวที่มหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิก ทุกครั้งที่เรือดำน้ำของโซเวียตแล่นผ่านแนวโซนาร์ สหรัฐก็จะทราบทุกครั้งและส่งเรือตามแกะรอยได้
หลังจากสิ้นสุดสงครามเย็นด้วยการล่มสลายของสหภาพโซเวียต สหรัฐแทบไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ "หูฟังใต้น้ำ" อีกต่อไป แต่หลังจากผ่านมา 30 ปี สหรัฐต้องปัดฝุ่นเอาระบบนี้กำลังมาใช้อีกครั้ง เพราะเกิดผู้ท้าทายอิทธิพลรายใหม่ขึ้นมานั่นคือจีน ซึ่งมีแสนยานุภาพทางทะเล (โดยเฉพาะเรือดำน้ำ) ที่แข็งแกร่งขึ้นทุกวัน
ระบบนี้ชื่อใหม่คือ SURTASS และ DRAPES อันที่จริงมีมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น (ครั้งก่อน)
SURTASS เป็นกองเรือพลเรือนขนาดเล็กที่บรรทุกเซนเซอร์แบบลากจูงจับคลื่นเสียงที่มีความละเอียดอ่อนสามารถตรวจจับเรือดำน้ำจากระยะไกลได้
แต่ไม่ใช่ว่าจีนไม่รู้เรื่องนี้ เพราะในปี 2009 เรือ USNS Impeccable ของสหรัฐซึ่งเป็นเรือปฏิบัติการ SURTASS ถูกกองเรือรักษาน่านน้ำของจีนข่มขู่ขณะบุกเข้าไปปฏิบัติการในบริเวณใกล้เคียงกับฐานทัพเรือดำน้ำทะเลจีนใต้บนเกาะไหหลำ จะเห็นได้ว่าสหรัฐหมายหัวจีนเอาไว้ตั้งแต่ทศวรรษที่ 2000 แล้ว
ข้อดีของเรือระบบ SURTASS คือเข้าใกล้เป้าหมายได้มาก (แต่บางครั้งมากจนถูกไล่ออกมาเช่นเมื่อปี 2009) ส่วนข้อเสียคือมันต้องปฏิบัติงานในจุดเดียว ต่างจาก DRAPES ที่เป็นเหมือนหมุดปักไว้เป็นระยะสามารถล้อมจีนเอาไว้ได้ ในระยะห่างๆ
จีนเคลื่อนทัพเรือดำน้ำออกจากเขตอิทธิพลของตนเมื่อใด ก็จะถูก DRAPES ของสหรัฐดักเอาไว้และสหรัฐจะรู้ความเคลื่อนไหวจนตามแกะรอยได้
ย้อนกลับไปที่ข้อสังเกตเรื่องที่ว่าสหรัฐหมายหัวจีนเอาไว้ตั้งแต่ทศวรรษที่ 2000 แล้วหลังจากกรณีส่งเรือสอดแนมเข้าไปใกล้ๆ ฐานทัพเรือดำน้ำจีน เดสมอน บอลล์ (Desmond Ball) ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงของออสเตรเลียและ ริชาร์ด แทนเทอร์ (Richard Tanter) ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ในเอเชียแปซิฟิกกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ในหนังสือของพวกเขาที่ชื่อ Tools of Owatatsumi
พวกเขาตั้งข้อสังเกตว่าหลังจากสิ้นสุดสงครามเย็น สหรัฐมีภัยคุกคามเรื่องเรือดำน้ำต่ำมาก จนกระทั่งในช่วงต้นทศวรรษ 2000 กองกำลังเรือดำน้ำของจีนเพิ่มขึ้นและกิจกรรมเรือดำน้ำของจีนเริ่มจะเป็นแบบเชิงรุกมากขึ้น กองทัพเรือสหรัฐตัดสินใจว่าจำเป็นต้องใช้ระบบโซนาร์ที่ทันสมัยขึ้น ออกแบบมาเพื่อตรวจสอบการเคลื่อนที่ของเรือดำน้ำจีนระหว่างทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้และในมหาสมุทรแปซิฟิก
จดหมายข่าวข่าวกรองของไต้หวันเรียกระบบนี้ว่า "แนวป้องกันเบ็ดตกปลาใต้น้ำ" (Fish Hook Undersea Defense Line)
หากลากเส้นตามแผนที่จะเป็นเหมือนแนวกำแพงใต้น้ำลากยาวจากญี่ปุ่น ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ จากฟิลิปปินส์ลากมาที่รัฐซาบาห์ของมาเลเซียบนเกาะบอร์เนียว จากนั้นไปเริ่มต้นใหม่ที่ปลายเกาะบอร์เนียวทางใต้ หรือจ. กาลิมันตันของอินโดนีเซียปิดทะเลชวาที่เกาะชวา ปิดช่องแคบซุนดา และไปโผล่อีกทีที่ปลายแหลมอาเจะห์บนเกาะสุมาตรา แล้วโยงไปถึงเกาะอันดามันและนิโคบาร์ของอินเดีย
เราจะเห็นว่า "เบ็ดตกปลาจีน" กินพื้นที่ทางทะเลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกือบทั้งหมด ตั้งใจจะล้อมจีนเอาไว้ในทะเลจีนใต้
ราวกับจะบอกจีนว่าถ้าจีนอยากจะได้ทะเลจีนใต้นัก จีนก็จงเอาไปเถอะ แต่ไม่มีวันออกจากเขตนี้โดยที่สหรัฐไม่ระแคะระคายไม่ได้
รายงานของสื่อจีนทำให้ทราบว่าสหรัฐน่าจะวางแนวกั้นจีนตั้งแต่ปี 2013 ที่ตอนเหนือและตอนใต้สุดของไต้หวันและลากยาวปิดช่องแคบปาซื่อระหว่างไต้หวันกับเกาะลูซอนของฟิลิปปินส์
แต่หลังจากนั้นดูเหมือนว่าข้อมูลเกี่ยวกับโครงการล้อมจีนจะเงียบหายไป จากกาารค้นหาข้อมูลออนไลน์พบข้อมูลไปสุดแค่ปี 2016 ซึ่งมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าสหรัฐอาจเริ่มใช้ระบบนี้แล้ว ดังนั้นจึงต้องเก็บข้อมูลเป็นความลับ จึงไม่มีรายละเอียดเล็ดรอดออกมานับแต่นั้น
เช่นเดียวกับระบบ SOSUS ที่สหรัฐใช้กับโซเวียตในช่วงสงครามเย็น ไม่มีใครทราบว่ามันมีอยู่จนกระทั่งสิ้นสุดสงครามเย็นจึงได้ทราบว่าสหรัฐใช้ "แห" ดักเรือดำน้ำของโซเวียตด้วยวิธีนี้
ในเอกสารของรัฐบาลสหรัฐลงปี 2017 ระบุว่าไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับโครงการนี้ แต่ในปี 2017 เว็บไซต์ข่าวด้านการทหารของอินโดนีเซียระบุว่ากองทัพอินโดนีเซียอาจจะตั้งแนวกั้นไว้ตามช่องแคบต่างๆ (ตามที่ระบุไว้ข้างต้น) เพื่อดักเรือดำน้ำที่เข้ามา เพราะมีเรือดำน้ำอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำสงครามต่อต้านเรือดำน้ำได้
จากข้อมูลในเวลานั้นดูเหมือนว่าอินโดนีเซียจะพยายามพัฒนาเทคโนโลยีโซนาร์ของตนเอง แต่มันเข้าล็อคกับแผนการล้อมคอกจีนของสหรัฐพอดี เราไม่ยังไม่พบข้อมูลว่าปัจจุบันอินโดนีเซียเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายของสหรัฐหรือไม่
หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบหายไป
แต่เมื่อเร็วๆ นี้มีข้อมูลจากอินเดียว่ารัฐบาลอินเดียกำลังจะร่วมมือกับสหรัฐและญี่ปุ่นเพื่อสร้างข่ายตรวจเรือดำน้ำจีนโดยลากจากปลายสุดของเกาะสุมาตราไปถึงอินทิราพอยต์บนเกาะนิโคบาร์ อันเป็นส่วนใต้สุดของอินเดีย
อินเดียจะขอความช่วยเหลือจากญี่ปุ่นให้ช่วยวางระบบเซนเซอร์ใต้น้ำในบริเวณนี้ และคาดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย "เบ็ดตกปลาจีน" หากทำสำเร็จก็เกือบจะปิดทางเรือดำน้ำจีนเอาไว้ได้
ที่บอกว่า "เกือบจะ" ก็เพราะยังมีช่องโหว่ที่เชื่อมไม่ได้ระหว่างตอนเหนือของหมู่เกาะอันดามันกับเขตอิรวดีของเมียนมา เป็นช่องโหว่ที่ใหญ่มากและยากที่จะปิดด้วยระบบเบ็ดตกปลา เพราะเมียนมาคงไม่ยอมร่วมวงด้วยง่ายๆ
เมียนมาพยายามถ่วงดุลระหว่างอินเดียกับจีน ทั้ง 2 ประเทศมีพรมแดนติดกับเมียนมาและมีเอี่ยวกับความขัดแย้งของชนกลุ่มน้อยในเมียนมาโดยตรง เมียนมายังต้องถ่วงดุลกับมือที่สามและมือที่สี่อย่างญี่ปุ่นและสหรัฐ ในส่วนของญี่ปุ่นนั้นเมียนมารับเงินกู้มาสร้างท่าเรือสีละวา ที่ย่างกุ้ง แต่ก็ถ่วงกับจีนด้วยการให้จีนมีผลประโยชน์ในท่าเรือเจาะพยู ที่รัฐยะไข่
อินเดียกลัวกันมากว่าวันหนึ่งจีนอาจจะใช้ท่าเรือเจาะพยูในด้านการทหาร แต่ความกลัวนี้มีโอกาสเป็นจริงน้อย เพราะเมียนมาไม่มีทางจะปล่อยให้จีนทำแบบนั้น
อินเดียหวังอย่างมากที่จะใช้ญี่ปุ่นเข้ามาร่วมมีอิทธิพลในเมียนมาเพื่อที่จะหาทางปิดช่องโหว่ของเครือข่ายเบ็ดตกปลาล้อมจีน และเราก็เห็นความกระตือรือร้นของญี่ปุ่นเช่นกันในเรื่องนี้ในการอัดฉีดเงินช่วยเหลือเมียนมาเหมือนกำลังจะแข่งกับจีน
อินเดีย-ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย เพิ่งจะร่วมซ้อมรบไตรภาคีในมหาสมุทรอินเดียเมื่อเร็วๆ นี้ เป็นการฟอร์มพันธมิตรเพื่อต้านจีนในมหาสมุทรอินเดียโดยเฉพาะ โดยมีสหรัฐนำเรือบรรทุกเครื่องบินและเครื่องบินทิ้งระเบิดมาประจำการที่ภูมิภาคนี้
หมากล้อมเกมส์นี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน
CHINA OUT AFP PHOTO


