
เปิดสาเหตุ RS ผิดนัดชำระหนี้ 317 ล้าน เร่งเจรจาปรับโครงสร้าง
RS แจงติด CB ปมผิดนัดชำระหนี้ 317 ล้านบาท เซ่นพิษเศรษฐกิจ เร่งเจรจาปรับโครงสร้างหนี้สถาบันการเงิน ยันธุรกิจปกติ ไม่กระทบลูกค้าคู่ค้า
KEY
POINTS
- บริษัท RS ผิดนัดชำระหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินมูลค่า 317.37 ล้านบาท เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้ขาดสภาพคล่องชั่วคราว
- บริษัทกำลังเร่งเจรจาเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้และการชำระคืนกับสถาบันการเงินเจ้าหนี้
- บริษัทยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและการให้บริการลูกค้าซึ่งยังคงเป็นไปตามปกติ
นายวิทวัส เวชชบุษกร กรรมการ และ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) หรือ RS เปิดเผยว่า ตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ประกาศขึ้นเครื่องหมาย CB (Caution - Business) บนหลักทรัพย์ของ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) หรือ RS เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 โดยเป็นผลมาจากการที่บริษัทได้ทำการประกาศงบการเงินรวมประจำไตรมาส 1/2569 เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ซึ่งปรากฏว่าบริษัท และบริษัทย่อย (กลุ่มบริษัท) มีเหตุผิดนัดชำระหนี้สถาบันการเงินแห่งหนึ่ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อมุมมองด้านฐานะทางการเงินของกลุ่มบริษัทได้
โดยบริษัทขอชี้แจงข้อเท็จจริง สถานะปัจจุบัน และแนวทางการแก้ไขปัญหา ดังต่อไปนี้
ต้นตอปัญหาผิดนัดชำระหนี้ 317 ล้านบาท
เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ กลุ่มบริษัทจึงยังไม่สามารถดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างรายได้ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ได้ ส่งผลให้กระแสเงินสดหมุนเวียนในกิจการของทั้งกลุ่มบริษัทขาดสภาพคล่องชั่วคราว นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทยังอยู่ในระหว่าง การเจรจาเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้ที่ครบกำหนดแล้วกับสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง จึงเป็นเหตุให้เกิดการผิดนัดชำระตั๋ว สัญญาใช้เงินจำนวนรวม 317.37 ล้านบาท ซึ่งรายการดังกล่าวได้บันทึกเป็นเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินและดอกเบี้ย ค้างจ่ายไว้ในงบฐานะการเงินรวมและเฉพาะบริษัทแล้ว
แนวทางแก้ไข เร่งเจรจาและปรับกลยุทธ์ทางการเงิน
ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 กลุ่มบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาเงื่อนไขการชำระคืนกับสถาบันการเงินที่เป็นผู้ออกตั๋วสัญญา ใช้เงินดังกล่าว ซึ่งผู้บริหารของกลุ่มบริษัทเชื่อว่าจะสามารถเจรจากับสถาบันการเงินดังกล่าวได้สำเร็จภายในระยะเวลาอันใกล้นี้ อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารของกลุ่มบริษัทยังคงเร่งการดำเนินงานตามกลยุทธ์ทางธุรกิจควบคู่ไปกับการแก้ไขกลยุทธ์ทางการเงิน เพื่อให้เชื่อมั่นได้ว่ากลุ่มบริษัทจะมีสภาพคล่องอย่างเพียงพอและมีความสามารถในการชำระหนี้เมื่อครบกำหนด และดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
ธุรกิจยังเดินหน้าตามปกติ ไม่กระทบให้บริการลูกค้า
บริษัท และบริษัทย่อย ยังคงเปิดดำเนินกิจการตามปกติ และเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการให้บริการแก่ลูกค้า หรือคู่ค้าหลักของบริษัท และบริษัทย่อยแต่อย่างใด
โดยคณะกรรมการและผู้บริหารของกลุ่มบริษัทยังคงมุ่งมั่นแก้ไขสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการเร่งปรับกลยุทธ์การดำเนิน ธุรกิจเพื่อรักษาระดับของกระแสเงินสดและสภาพคล่องของกลุ่มบริษัทให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการให้ความสำคัญ สูงสุดกับการต่อรองเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้จากสถาบันการเงินอย่างเร่งด่วนที่สุด เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์สูงสุดของ ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกส่วนอย่างดีที่สุดต่อไป







