ทรัมป์กำลังใช้กลยุทธ์สร้างความเกลียดกลัวเพื่อยื้อตำแหน่ง

วันที่ 23 มิ.ย. 2563 เวลา 19:23 น.
ทรัมป์กำลังใช้กลยุทธ์สร้างความเกลียดกลัวเพื่อยื้อตำแหน่ง
ความกลัวนี้จะทำให้คนลืมไปว่าทรัมป์ล้มเหลวในการควบคุมโควิด-19 จนทำให้สหรัฐตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุดในโลก

ข้อความหนึ่งจากหนังสืออันอื้อฉาวของจอห์น บอลตัน อดีตผู้ช่วยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์บอกว่า "เป็นเรื่องยากสำหรับผม (บอลตัน) ที่จะชี้ให้เห็นว่าการตัดสินใจสำคัญๆ ของทรัมป์เรื่องไหนระหว่างที่ผมดำรงตำแหน่งอยู่ ที่ไม่มีแรงขับมาจากความต้องเอาชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง"

พูดกันด้วยภาษาง่ายๆ ก็คือ ทุกเรื่องสำคัญๆ ที่ทรัมป์ตัดสินใจ เขาต้องคำนวณเอาไว้ล่วงหน้าว่ามันจะช่วยให้เขาชนะเลือกตั้ง

เราจะเห็นได้ว่าในหนังสือ The Room Where It Happened บอลตันเลือกที่จะเปิดโปงแผนการต่างๆ นานาของทรัมป์ที่จะเอาชนะศึกเลือกตั้งครั้งนี้ โดยเฉพาะเรื่องที่ทรัมป์บากหน้าไปขอร้องสีจิ้นผิงให้ช่วยซื้อสินค้าเกษตรของชาวอเมริกันให้ที เพื่อที่เขาจะซื้อใจเกษตรกรในประเทศได้

เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าไร้เหตุผล แต่ถ้าใครติดตามสงครามการค้าทุกแง่มุมจะทราบว่ามันเป็นเหตุผลสำคัญเลยทีเดียว เพราะหลังจากที่ทรัมป์ขึ้นภาษีสินค้าจีนแล้ว จีนเล่นงานสหรัฐทันทีด้วยการลดการนำเข้าถั่วเหลืองอันเป็นสินค้าเกษตรสำคัญที่จีนนำเข้ามากที่สุด 

จีนรู้ว่าควรจะเล่นงานทรัมป์ตรงจุดไหนนั่นเอง และการที่ทรัมป์บากหน้าไปขอสีจิ้นผิงให้ช่วยเหลือนี้เพราะเขารู้ผลสะเทือนมันชัดขึ้นเรื่อยๆ

ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปี 2016 เกษตรกรเชื่อมั่นในตัวทรัมป์อย่างมาก ผลก็คือทรัมป์คว้าคะแนนเสียงในรัฐที่ผลิตถั่วเหลืองหลักๆ ของประเทศมาได้ 8 รัฐจากทั้งหมด 10 รัฐ

หลังจากสงครามการค้าเริ่มขึ้น ปรากฏว่าเกษตรกรที่เคยมั่นใจในตัวทรัมป์เริ่มเสื่อมความเชื่อมั่นในตัวเขา และบ่นว่าทรัมป์ใช้เกษตรกรเป็นตัวประกัน แล้วหันไปปักหมุนคะแนนเสียงในกลุ่มอุตสาหกรรมแทน ซึ่งเป็นนายทุนเหมือนเขา

ปรากฎว่าสงครามการค้าทำให้ทรัมป์เสียฐานเสียงสำคัญไปคือเกษตรกร

จากโพลล่าสุดในบรรดา 8 รัฐถั่วเหลืองที่ทรัมป์เคยซื้อใจมาได้ คะแนนนิยมของทรัมป์ค่อนข้างสูสีกับโจ ไบเดน ผู้ท้าชิงจากพรรเดโมแครต บางรัฐเขายังเสียคะแนนนิยมด้วยซ้ำ

จากการสำรวจสถิติความเห็นเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2020 ในบรรดา 8 รัฐคือไอโอวา, เนเบรสกา, อินดีแอนา, มิสซูรี, โอไฮโอ, เซาท์ดาโคตา, นอร์ทดาโคตา และแคนซัส ดูเหมือนว่าทรัมป์จะเสียรัฐนอร์ทดาโคตาและรัฐโอไฮโอไป และคะแนนเกือบเท่าคู่แข่งในไอโอวา ส่วนรัฐที่คะแนนทรัมป์ทิ้งห่างคืออินดีแอนากับมิสซูรี ที่เฆลือยังไม่มีผลสำรวจ

สรุปคร่าวๆ ช่วงกลางปี 2020 ในบรรดารัฐถั่วเหลือง ทรัมป์เสียไป 2 รัฐ รักษาไว้ได้ 2 รัฐ และก่ำกึ่งมากๆ อีก 1 รัฐ ประเมินด้วยสายตาคร่าวๆ จะเห็นมีโอกาสที่ทรัมป์จะแพ้มีสูงมาก

ส่วนรัฐที่กุมเสียงไว้ได้ก็ไม่ใช่เพราะเกษตรกรยังมั่นใจในทรัมป์ แต่เพราะบางรัฐเหล่านี้ยังเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมเดิมที่ซบเซาไปแล้ว (Rust Belt) ซึ่งทรัมป์ช่วยให้มีการจ้างงานขึ้นมาได้ คนในภาคอุตสาหกรรมจึงยังมั่นใจในตัวเขา

แต่เพราะการช่วย Rust Belt นี่เองที่ทำให้เขาต้องเสียภาคเกษตรในสงครามการค้ากับจีน และต้องไปขอสีจิ้นผิงให้ช่วยแบบไม่อาย

ไม่ต้องมองลึกไปถึงรัฐถั่วเหลือง แค่โพลในสมรภูมิเลือกตั้งสำคัญๆ ทั่วประเทศก็ชัดแล้วว่าทรัมป์ถูกทิ้งห่างจากโจ ไบเดน แถมทรัมป์ยังใช้เงินหาเสียงมากกว่าถึง 2 เท่าด้วย

แล้วทรัมป์จะพลิกกลับมาเอาชนะได้อย่างไร? ทรัมป์จะใช้ความกลัวความวุ่นวายเป็นอาวุธ ทรัมป์จะสร้างศัตรูที่น่ากลัวขึ้นมาเพื่อให้คนรู้สึกถูกคุกคาม จนยอมคล้อยตามเขาว่ามีแต่เขาเท่านั้นที่จะรับมือได้

หลังจากชะงักไปยาวเพราะทรัมป์เริ่มการหาเสียงอีกครั้งที่เมืองทัลซา รัฐโอคลาโฮมา ในช่วงเวลาที่สหรัฐตกอยู่ในความวุ่นวายจากการประท้วงต่อต้านการเหยียดผิวและลุกลามกลายเป็นจลาจลและการปล้นชิง ร่วมถึงการทำลายอนุสรณ์สถานต่างๆ

เป็นเรื่องบังเอิญที่เมืองทัลซาเคยเป็นที่เกิดเหตุสังหารหมู่คนผิวดำและจลาจลทางเชื้อชาติที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ หรือ Tulsa race massacre เมื่อปี 1921 ซึ่งบังเอิญอีกว่ามันเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน เดือนเดียวกับที่ทรัมป์ใช้เมืองทัลซาเริ่มหาเสียงอีกครั้ง และวันหาเสียงของทรัมป์ยังเกิดขึ้น 1 วันหลังวัน Juneteenth หรือวันรำลึกการปลดปล่อยทาสผิวดำ

นี่อาจเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ไม่มีใช่เรื่องบังเอิญที่ทรัมป์พยายามปลุกเร้าให้ประชาชนระแวงขบวนการต่อต้านการเหยียดผิวโดยพยายามป้ายสีว่าเป็นพวกจลาจลทั้งหมด และยังกล่าวหาว่าโจ ไบเดนอยู่เบื้องหลัง "พวกหัวรุนแรงบ้าคลั่ง"

ในการหาเสียงทรัมป์ใช้คำเหยียดที่น่าตกใจเช่นเรียกผู้ชุมนุมประท้วงว่า thugs (โจรอันธพาล) และโจมตีการย้ายอนุสาวรีย์ของฝ่ายสนับสนุนการมีทาสว่าเป็นความพยายามของพวก left-wing mob (ม็อบฝ่ายซ้าย) ที่ต้องการ vandalize our history (สร้างความพินาศให้ประวัติศาสตร์ของเรา)

การใช้วาทกรรมแบบนี้ของทรัมป์อาจเป็นคำเหยียดแบบที่ชวนให้ขบขันในระดับสติปัญญา แต่ทรัมป์คงคำนวณไว้แล้วว่าวาทกรรมแบบนี้จะมีผลต่อการเลือกตั้ง

ดังนั้นในขณะที่ฝ่ายต่อต้านทรัมป์หัวเราะเย้ยพฤติกรรมคิดตื้นๆ ฝ่ายสนับสนุนทรัมป์กระโดดรับในทันทีและขยายวาทกรรมความเกลียดชังนี้ต่อราวกับไฟลามทุ่ง คนเหล่านี้แหละคือกำลังสำคัญที่จะทำให้ทรัมป์ชิงคะแนนเสียงกลับมาคืนมาได้

เราจะเห็นปรากฎการณ์ตามแพลตฟอร์มข่าวสายรีพับลิกัน-อนุรักษ์นิยม เช่น Fox News

ในระหว่างการระบาดของโควิด-19 ทรัมป์ยังใช้วาทกรรมทำให้คนเกลียดกลัวจีนโดยเรียกว่าไวรัสว่า ไวรัสจีน หรือ ไวรัส kung flu (เลียนแบบคำว่า kung fu)

แม้ว่าทรัมป์จะไม่ใช้วาทกรรมแบบนี้ ชาวโลกจำนวนหนึ่งก็ชิงชังจีนด้วยเหตุผลทำนองนี้ไปแล้ว แต่การกระทำของทรัมป์ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อ "สาธารณรัฐประชาชนจีน" เท่านั้น มันยังทำให้คนเอเชียทั้งหมดถูกเหมารวมไปด้วย โดยเฉพาะคนเอเชียน-อเมริกันที่ถูกรังแกเพราะถูกระแวงว่าเป็น "ไวรัสจีน" ตั้งแต่ก่อนที่คนผิวดำจะลุกฮือขึ้นมาในกรณีจอร์จ ฟลอยด์

หลังจากที่ทรัมป์ใช้ kung flu ก็ถูกตำหนิตามเคย แต่เคย์ลี แมคอีนานีย์โฆษกทำเนียบขาวบอกว่า "มันไม่ใช่การพูดถึงคนเอเชียน-อเมริกัน ซึ่งประธานาธิบดีถือเป็นพลเมืองที่ทรงคุณค่าของประเทศที่ยิ่งใหญ่นี้ แต่เป็นการกล่าวโทษจีนที่ปล่อยให้ไวรัสมาถึงที่นี่"

ทรัมป์ไม่ใช่คนที่ละเอียดอ่อนเรื่องเชื้อชาติอยู่แล้ว เขามีประวัติใช้คำพูดเหยียดหลายครั้ง แต่การเล่นงานจีนมีเจตนาเพื่อที่จะสร้าง "คู่กรณี" ของสหรัฐ ให้คนอเมริกันรู้สึกว่าพวกเขาถูกคุกคามจากจีน

เรื่องนี้จะสอดรับเข้ากันพอดีกับการตีฆ้องร้องป่าวของทรัมป์ว่าเขาทำ "ความสำเร็จ" ในการกำราบจีนในสงครามกาารค้า

แต่เพราะการเปิดโปงของบอลตันว่าทรัมป์บากหน้าไปขอให้สีจิ้นผิงช่วย อาจทำให้ทรัมป์เลือดเข้าตาหันมาเล่นแรงๆ กับจีนอีก หากจีนไม่ทันเกมส์แสดงอาการรุนแรงกับสหรัฐก็จะเข้าทางทรัมป์ในทันที

มี "เรื่องบังเอิญ" ในทำนองนี้เกิดขึ้นแล้วคือหลังจากที่บอลตันเผยในหนังสือว่าทรัมป์เห็นดีเห็นงามกับการที่จีนสร้างค่ายชาวอุยกูร์ ในเขตปกครองตนเองซินเจียง แต่หนึ่งวันหลังจากการเปิดเผยเรื่องนี้ทรัมป์ลงนามในกฎหมายกดดันจีนฐานกดขี่ชาวอุยกูร์

ปรากฎว่าจีนข่มขู่สหรัฐในทันทีว่าจะเอาคืน

แต่แล้วทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Axios เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนว่า เขาชะลอความคิดที่จะเล่นงานเจ้าหน้าที่จีนที่เกี่ยวข้องกับกรณีซินเจียงเอาไว้ก่อน เพราะอยู่ระหว่างการเจรจาการค้ากับจีน

เราวิเคราะห์ได้ว่าถ้าทรัมป์จะเล่นงานจีนเรื่องอุยกูร์ เขาเตรียมเสียรัฐเกษตรกรทั้งหมดได้เลย เพราะจีนจะลดนำเข้าแบบฮวบฮาบ ดังนั้นเขาจึงต้องชักเข้าชักออกเรื่องท่าทีต่อจีน

แต่ในบ้านตัวเอง ทรัมป์ก็ต้องไปต่อกับแผนสร้างปีศาจให้คนในประเทศกลัว ทางหนึ่งก็ใช้วาทกรรมสร้างภาพที่ "ชั่วร้าย" ให้กับจีน หากจีนไม่แสดงอาการที่ "ชั่วร้าย" ออกมายังไงเสียยังมีคนอเมริกันจำนวนไม่น้อยที่เชื่อคำพูดของทรัมป์ ลองดูตามแพลตฟอร์มข่าวสายรีพับลิกัน-อนุรักษ์นิยมเราจะเห็นว่าคนอเมริกันไม่น้อยเลยที่เชื่อตามวาทกรรมทรัมป์

คนเหล่านี้เชื่อว่าขบวนการ Black Lives Matter คืออาชญากรซ่อนรูป พวกเขาเชื่อว่าพวกเสรีนิยมที่ออกมาเคลื่อนไหวตอนนี้กำลังบ่อนทำลายความเป็นอเมริกัน พวกเขาเชื่อว่าคนพวกนั้นคือผีคอมมิวนิสต์กลับชาติมาเกิด และพวกเขาเชื่อว่าหากปล่อยให้ซ้ายเกิดใหม่พวกนี้มีปากมีเสียง สุดท้ายแล้วคอมมิวนิสต์ตัวพ่ออย่างจีนจะเหยียบสหรัฐให้จมดิน

นี่คือกระบวนการทำงานของวาทกรรมทรัมป์

ความกลัวนี้จะทำให้คนลืมไปว่าทรัมป์ล้มเหลวในการควบคุมโควิด-19 จนทำให้สหรัฐตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุดในโลก

และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่การสร้างศัตรูภายนอกและป้ายสีฝ่ายตรงข้ามในประเทศเป็นปีศาจ ช่วยทำให้คนๆ หนึ่งคว้าตำแหน่งผู้นำมาครอบครอง

บทวิเคราะห์โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Nicholas Kamm / AFP

บทความแนะนำ