
"มหิดล" ชี้ปัญหาประชากรหดตัว อาจเสี่ยง GDP ลด 5.1% ย้ำ "ไม่มีวันเหมือนเดิมได้อีก"
"มหิดล" ชี้ไทยเข้าสู่ยุค “ประชากรหดตัว” เตือน GDP เสี่ยงลด 5.1% ใน 10 ปี ส่วนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นกว่า 8.7%
KEY
POINTS
- สถาบันวิจัยฯ มหิดลชี้ว่าปัญหาประชากรหดตัวของไทยเกิดจากอัตราการเกิดต่ำและคนอายุยืนขึ้น ซึ่งเป็นแนวโน้มระยะยาวที่ไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก
- การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรนี้ถูกประเมินว่าอาจส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ลดลงประมาณ 5.1% ภายใน 10 ปีข้างหน้าหากไม่มีมาตรการรองรับ
- นอกเหนือจากผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ปัญหาดังกล่าวยังคาดว่าจะทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น 8.7% และส่งผลกระทบต่อโครงสร้างครอบครัวและสังคมในวงกว้าง
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เผยสถานการณ์และความเสี่ยงของประเทศไทย จากปัญหา "ประชากรหดตัว" ในงานประชุมวิชาการระดับชาติ “ประชากรและสังคม 2569” เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีของสถาบัน ภายใต้แนวคิด “Decode Tomorrow: ถอดรหัสประชากร ร่วมสร้างอนาคตสังคมอย่างยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน–1 กรกฎาคม 2569
บทสรุปจากเวทีดังกล่าว ซึ่งมีผู้ร่วมวงเสวนา ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) คุณประสาน อิงคนันท์ ผู้ก่อตั้งเพจมนุษย์ต่างวัย และรองศาสตราจารย์ ดร.ศุทธิดา ชวนวัน สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้สรุปประเด็นที่น่าสนใจไว้ดังนี้
เกิดน้อย อายุยืน ฐานประชากรแคบลง กลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว
อัตราเกิดของไทยลดลงต่อเนื่องจนเสียชีวิตมากกว่าเกิดใหม่ ขณะที่ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น ส่งผลให้จำนวนประชากรไทยมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องในระยะยาว และไม่สามารถกลับไปมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นเช่นในอดีตได้อีก โดยข้อมูลประกอบการเสวนาระบุตัวเลขสำคัญ ดังนี้
- จำนวนเด็กเกิดใหม่อยู่ในระดับต่ำมาก เหลือราว 4 แสนกว่าคนต่อปี
- ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนประมาณ 21% ของประชากรทั้งหมด ทำให้ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว
- อายุคาดเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้นจนใกล้ 80 ปี
- ฐานประชากรมีแนวโน้มแคบลงขณะที่สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบโครงสร้างประชากรปี 2563 กับที่คาดการณ์ในอีกราว 10 ปีข้างหน้า
GDP ลดลง 5.1% ใน 10 ปี ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพคาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 8.7%
วงเสวนาระบุว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรจะส่งผลกระทบเชื่อมโยงกันในหลายมิติ และจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเป็นวงจรหากไม่มีการปรับตัว โดยแบ่งเป็น 4 ด้านหลัก
ด้านเศรษฐกิจ
- มีการประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอาจทำให้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ลดลงประมาณ 5.1% ในช่วง 10 ปีข้างหน้า หากไม่มีมาตรการรองรับที่เหมาะสม
- แรงงานข้ามชาติยังมีบทบาทช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่หากประเทศไม่ปรับตัว GDP อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น
- จำเป็นต้องเพิ่มผลิตภาพแรงงาน พัฒนาคุณภาพประชากร และส่งเสริมให้ประชาชนทำงานได้ยาวนานขึ้นผ่านรูปแบบการเกษียณที่ยืดหยุ่น รวมถึงพัฒนาระบบเศรษฐกิจสำหรับสังคมสูงวัย (Silver Economy)
ด้านสุขภาพ
- ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพคาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 8.7%
- ภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป็นความท้าทายสำคัญ โดยข้อมูลประกอบระบุความชุกของโรคเบาหวานที่ 10.6% ความดันโลหิตสูงประมาณ 24% และภาวะอ้วนประมาณ 45% พร้อมระบุว่าหลายคนเป็นโรคแต่ไม่รู้ตัวและควบคุมโรคไม่ได้
- ความต้องการบริการดูแลระยะยาวและฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จำเป็นต้องปรับระบบสุขภาพจากการ “รักษาเมื่อป่วย” ไปสู่การ “ป้องกัน ดูแลต่อเนื่อง และส่งเสริมคุณภาพชีวิต”
ด้านโครงสร้างครอบครัวและงบประมาณเด็ก
- ครอบครัวมีขนาดเล็กลง ผู้สูงอายุอยู่ลำพังมากขึ้น ต้องออกแบบการดูแลผู้สูงอายุในระดับชุมชน
- ข้อมูลประกอบระบุว่า การลงทุนด้านการศึกษาต่อเด็กหนึ่งคนอาจลดลง 26% ขณะที่อีกส่วนหนึ่งของข้อมูลระบุว่า หากงบประมาณรวมด้านการศึกษาคงเดิม การลงทุนต่อคนอาจเพิ่มขึ้นได้ แม้ภาพรวมค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาจะลดลง
ด้านทัศนคติและคุณค่า
- สถานที่ทำงานอาจมีคนทำงานร่วมกันถึง 5 เจเนอเรชัน ได้แก่ Baby Boomers, Gen X, Gen Y (Millennials), Gen Z และ Gen Alpha
- นักวิชาการเสนอให้ลดอคติระหว่างวัย สร้างวัฒนธรรมที่เห็นคุณค่าของคนทุกช่วงวัย และออกแบบรูปแบบการทำงานที่ใช้ศักยภาพของแต่ละวัยให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ข้อเสนอเชิงนโยบาย 4 เสาหลัก
ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ดำเนินมาตรการควบคู่กันใน 4 ด้าน ได้แก่
- เพิ่มจำนวนและคุณภาพของประชากร สนับสนุนผู้ที่ต้องการมีบุตร ดูแลตั้งแต่ก่อนเกิดจนถึงปฐมวัย ลงทุนคุณภาพประชากรทุกช่วงวัย และขยายรูปแบบการทำงาน/การเกษียณแบบยืดหยุ่น
- เพิ่มความเป็นธรรมในระบบสุขภาพ คัดกรองสุขภาพตั้งแต่ระยะแรก ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีช่วยป้องกันภาวะสุขภาพ และสร้างระบบสุขภาพเชิงรุกที่เข้มแข็ง เชื่อมโยงสู่การกำหนดนโยบาย
- ออกแบบสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อคุณค่าของผู้สูงอายุ ผ่านแนวคิด Aging in Place ด้วยหลัก 4S ได้แก่ Safe Home บ้านปลอดภัย Strong Community ชุมชนเข้มแข็ง Smart Health ระบบสุขภาพที่เชื่อมโยงข้อมูลและเทคโนโลยี Social Connection การสร้างความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในสังคม
- สร้างความตระหนักรู้และเปลี่ยนทัศนคติเพื่อการลงมือทำ รณรงค์สร้างทักษะทางการเงิน และส่งเสริมการเรียนรู้/ทำงานร่วมกันระหว่างเจเนอเรชัน ภายใต้แนวคิด Health, Wealth, Work, Joy
เวทีประชุมครั้งนี้สะท้อนว่า การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการนำองค์ความรู้และงานวิจัยไปใช้กำหนดนโยบาย ออกแบบระบบสุขภาพ ระบบเศรษฐกิจ และสังคมที่รองรับคนทุกวัย เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวผ่านความท้าทายของยุคประชากรหดตัวได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน







