posttoday
ตำนานชีวิตต้องสู้ของราชากาสิโน "สแตนลี่ย์ โฮ"

ตำนานชีวิตต้องสู้ของราชากาสิโน "สแตนลี่ย์ โฮ"

26 พฤษภาคม 2563

เจ้าพ่อธุรกิจพนันแห่งเอเชียผู้มีอายุเกือบ 100 ปีได้จากไปในวันที่ 26 พฤษภาคม 2563

"การพนันไม่เคยทำให้ใครรวย" คำเตือนสุดอมตะยังเป็นความจริงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่คงไม่ใช่กับ สแตนลี่ย์ โฮ (Stanley Ho) หรือที่รู้จักันในชื่อแบบจีนว่า "เหอ หงเซิน" มหาเศรษฐีแห่งมาเก๊า เจ้าของอาณาจักรกาสิโนยักษ์ใหญ่ระดับโลก

ชื่อของโฮติดหูผู้คนมาหลายชั่วรุ่น เพราะเขามีอายุเกือบ 100 ปีและเคยทำท่าว่าป่วยจะไม่รอดหลายครั้ง แต่เขาก็ยังรั้งสังขารนั่งบนบัลลังก์ราชากาสิโนมาได้อีกหลายปี จนกระทั่งวันที่ 23 พฤษภาคม 2563 โฮก็เสียชีวิตลงในที่สุดด้วยวัย 98 ปีที่โรงพยาบาล Hong Kong Sanatorium and Hospital นับเป็นเจ้าสัวที่มีอายุยืนที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียว

จากรวยกลายเป็นติดลบ

สแตนลี่ย์ โฮเกิดเมื่อปี 1921 เขาเป็นบุตรชายคนที่ 9 ของนักธุรกิจชื่อโฮไซกวง ผู้เกิดในตระกูลนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ลูกครึ่งเอเชีย-ยุโรป คือโฮฟุก  เขายังมีญาติร่วมสกุลเป็นนักธุรกิจและผู้ทรงอิทธิพลผู้ยิ่งใหญ่ของฮ่องกงในยุคอาณานิคมอังกฤษคือ เซอร์ โรเบิร์ต โฮตุง (หรือ เหอตง) 

ตระกูลโฮเป็นหนึ่งใน "สี่ตระกูลใหญ่แห่งฮ่องกง" คือตระกูลโฮ ตระกูลลี ตระกูลฮุย และตระกูลลอ

แต่ชีวิตอันมั่งคั่งของโฮในตอนนี้กลับไม่ได้เริ่มมาจากตระกูลที่มั่งคั่งในยุคนั้นเลย เพราะชีวิตที่พลิกผันของครอบครัวตั้งแต่ตอนที่เขายังเยาว์วัย เมื่อพ่อของเขาลงทุนพลาดในตลาดหุ้นในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ (Great Depression) จนทำให้ครอบครัวล้มละลาย

พี่ชายทั้งสองคนรับกับวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้จนต้องฆ่าตัวตายก่อนที่พ่อของเขาจะทิ้งครอบครัวไป ทำให้เด็กชายโฮ ในวัย 13 ปี ต้องรับเป็นเสาหลักของครอบครัวดูแลตัวเอง แม่ และพี่สาวอีกสองคน

ถึงจะมีญาติๆ ที่มั่งคั่งคอยหยิบยื่นความช่วยเหลือ แต่คนเหล่านั้นมักจะเย้ยหยันพวกเขา การยั่วยุแบบนี้ยิ่งทำให้โฮเกิดพลังฮึดที่จะถีบตัวสเองให้พ้นจากความอัปยศ

เมื่อชีวิตอันสุขสบายหายวับไปกับตา จากเด็กนักเรียนหลังห้องจึงเปลี่ยนตัวเองใหม่กลับมาตั้งใจเรียน ด้วยเชื่อว่าการศึกษาที่ดีจะพาเขากลับไปสู่ชีวิตที่ดีแบบเดิม

เขามีโอกาสได้เรียนที่โรงเรียน Queen's College ในชั้นต่ำที่สุดคือ  D เพราะผลการเรียนไม่ดีนัก แต่เขาก็พยายามกระเสือกกระสนจนได้ทุนเรียนต่อมหาวิทยาลัยฮ่องกงซึ่งนับเป็นการติดอาวุธทางปัญญาให้กับเด็กจนๆ อย่างเขา

แต่แล้วเขาต้องโชคร้ายอีกครั้งเพราะสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดขึ้น ญี่ปุ่นยกกองทัพโจมตีฮ่องกง ทำให้โฮต้องเลิกเรียนกลางคันและลี้ภัยไปอยู่ที่เกาะมาเก๊าแทน

เปิดเส้นทางของนักสู้

ที่มาเก๊า โฮเริ่มทำงานออฟฟิศในบริษัทนำเข้าส่งออก แต่ด้วยวาทศิลป์ช่างเจรจาต่อรองและสื่อสารได้ถึง 4 ภาษา จึงก้าวมาเป็นหุ้นส่วนของบริษัทด้วยอายุเพียง 22 ปี

คุณสมบัติอันโดดเด่นของโฮที่นับว่าเป็นความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งก็คือเขามีความทะเยอทะยานมุ่งไปที่เป้าหมายโดยอ่อนข้อให้ปัจจัยแวดล้อมใดๆ ก็ตาม เขาจะคว้าโอกาสทางธุรกิจทุกอย่างที่เข้ามา เช่น ค้าทอง เหล็ก เคมีภัณฑ์ เดินเรือ หรือแม้แต่การซื้อขายที่ดิน

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตมาถึงอีกครั้งช่วงอายุ 40 เมื่อก่อตั้งบริษัท STDM ร่วมกับนักธุรกิจคนอื่นๆ หนึ่งในนั้นคือเย่ฮั่น (Yip Hon) มหาเศรษฐีการพนันแห่งกวางตุ้งและเชื่อกันว่าสมาชิกของแก๊งอั้งยี่กลุ่มหงเหมิน

โฮชนะประมูลสัมปทานบ่อนการพนันในมาเก๊าและผูกขาดอุตสาหกรรมนับแต่นั้น และตั้งโรงแรม กาสิโน ลิสบัว (Casino Lisboa) ที่ต่อมาเป็นสถานที่เป้าหมายของเหล่านักพนันทั่วโลก จนขยายเพิ่มเติมอีกหลายแห่ง มีกิจการเรือข้ามฟาก คาบาเรต์โชว์ ทัวร์เที่ยวรอบเกาะ แข่งวิ่งสุนัขเกรย์ฮาวด์ แข่งม้า เปลี่ยนมาเก๊าเป็นสวรรค์ของการท่องเที่ยวและการเล่นพนันที่มีชื่อเสียงที่สุดในเอเชีย

และทำให้ชื่อของ เหอ หงเซิน หรือ สแตนลี่ย์ โฮ อยู่คู่กับวงการพนันมาจนถึงวันนี้

อิทธิพลที่เปลี่ยนแปลงเกาะธรรมดาให้มีมูลค่ามหาศาลยังทำให้โฮก้าวมามีบทบาทบริหารบ้านเมือง หลังโปรตุเกสคืนมาเก๊าให้กับจีน และทำธุรกิจด้านอื่นเพิ่มเติมอีกหลายอย่าง เช่น ขนส่งสินค้าทางอากาศ

โฮบริจาคทรัพย์สินของเขาให้การกุศลหลายสิบล้านเหรียญสหรัฐเพื่อคนยากไร้ในมูลนิธิต่างๆ และเป็นทุนการศึกษาให้นักเรียน และใช้เงินที่มีเติมเต็มความสุขในวัยเด็กที่ขาดหายไป เช่น ว่ายน้ำออกกำลังกายดูแลสุขภาพ ล่าสัตว์เป็นงานอดิเรกและออกท่องเที่ยวที่ต่างๆ

ในช่วง 10 ปีมานี้โฮห่างจากงานบริหารเพื่อมารักษาตัวเองหลังล้มศีรษะฟาดพื้นเมื่อหลายปีก่อน 

แต่ชื่อเสียงและไหวพริบปฏิภาณในเชิงธุรกิจที่หลักแหลมยังถูกพูดถึงอยู่เสมอ ในฐานะ "ราชากาสิโนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก"

เบื้องหลังกับขบวนการอั้งยี่

มีการตั้งข้อสงสัยกันว่าโฮน่าจะมีเส้นสายกับขบวนการอั้งยี่หรือแก๊งอาชญากรรมผิดกฎหมาย เป็นหนึ่งที่กล่าวถึงกันคือกาสิโนของโฮมีแบ่งส่วนหนึ่งให้เป็น "ห้องส่วนตัว" หรือ "ห้องวีไอพี" (junket room) ที่ใช้รองรับแก๊งอาชญากรรมโดยเฉพาะ

ในกาสิโนนั้นจะดำเนินการโดยบริษัทและควบคุมโดยรัฐบาล ดังนั้นพวกอั้งยี่จึงไม่มีอิทธิพลในกาสิโนใหญ่ๆ แต่โฮเปิดห้องพิเศษขึ้นมาให้อั้งยี่เหล่านี้ได้เข้ามาเปิดบ่อนส่วนตัวแล้วดำเนินการตามกฎเกณฑ์ของตัวเอง เรียกได้ว่าเป็นบ่อนเถื่อนในกาสิโนถูกกฎหมายก็ว่าได้

แก๊งอั้งยี่ในมาเก๊าจะทำธุรกิจเกี่ยวโยงกับกาสิโนเรียกว่า Bate-ficha โดยกาสิโนจะขายชิปที่แลกเงินไม่ได้ให้แก๊งพวกนี้ไปใช้ใน "ห้องส่วนตัว" และนักพนันจะแลกชิปเป็นเงินได้เฉพาะกับแก๊งเท่านั้น 

ธุรกิจนี้ยังเกิดขึ้นเพื่อเปิดช่องทางให้นักพนันชาวจีนสามารถยืมเงินมาเล่นได้ไม่อั้น เพราะชาวจีนจะถูกห้ามไม่ให้นำเงินเข้ามาที่มาเก๊าได้เกิน 5,000 เหรียญสหรัฐเพื่อป้องกันปัญหาเสพติดการพนัน 

จะเห็นได้ว่าการทำธุรกิจพนันถ้าไม่เอี่ยวกับแก๊งอั้งยี่ก็อยู่ได้ยาก และวิธีเปิดห้องวีไอพีให้แก๊งเหล่านี้ได้ทำมาหากินช่วยทำให้กาสิโนของโฮตัดความเสี่ยงเรื่องหนี้เสียของนักพนันไปได้ เพราะโยนปัญหานี้ให้ห้องวีไอพีจัดการ

แม้จะถูกโยงว่าเกี่ยวกับอั้งยี่ แต่โฮไม่เคยถูกดำเนินคดี และไม่ทราบว่าเขาเกี่ยวกับแก๊งอะไร กระนั้นรัฐบาลแคนาดาระบุว่าโฮมีความเกี่ยวข้องกับอั้งยี่แก๊งกงลก (Kung Lok) หรือเหลียนกงเล่อ และเกี่ยวข้องกับเรื่องผิดกฎหมายหลายเรื่องระหว่างปี 1999 - 2002 ทางคณะกรรมาธิการวุฒิสภาสหรัฐและหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐอื่นๆ ยังระบุว่าเขาเกี่ยวข้องกับแก๊งอาชญากรรมชาวจีน

มีเสียงร่ำลือกันว่าผู้ก่อตั้งแก๊งกงลกที่ชื่อ หลิงหลงจวี เคยเป็นหุ้นส่วนองโฮในช่วงวางรากฐานธุรกิจพนันในมาเก๊า เขาคนนี้มีฉายาว่า "นพเทพแห่งลิสบัว" 

เรื่องนี้คงต้องปล่อยให้นักสืบและนักชีวประวัติได้พิสูจน์กันว่าเขามีเบื้องหลังกับอั้งยี่จริงหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่เราจะลืมไม่ได้คือการพนันย่อมเกี่ยวพันกับธุรกิจดำมืดอยู่เสมอ

และแน่นอน คำว่า "การพนันไม่เคยทำให้ใครรวย" ยังเป็นความจริงอยู่เสมอ แต่ที่มันใช้กันสแตลีย์ โฮ ไม่ได้เพราะเขาไม่ได้ปล่อยให้ผีพนันควบคุมชีวิตของเขา

เพราะเขาต่างหากที่บงการอุตสาหกรรมการพนัน!

ภาพ AFP 

ข่าวล่าสุด

TIDLOR พุ่ง 10.56% รับข่าวดีจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.69 บาท/หุ้น-ซื้อหุ้นคืน

TIDLOR พุ่ง 10.56% รับข่าวดีจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.69 บาท/หุ้น-ซื้อหุ้นคืน