ต่อไปนี้เป็นหนี้จีนไม่ได้ สหรัฐหมายหัวแน่

วันที่ 25 เม.ย. 2563 เวลา 21:09 น.
ต่อไปนี้เป็นหนี้จีนไม่ได้ สหรัฐหมายหัวแน่
โลกหลังโควิดจะเกิดสงครามเย็นระหว่างสหรัฐกับโลกตะวันตกร่วมใจกันถล่มจีน  

หลังจากสงครามเย็นสิ้นสุดลงเมื่อ 29 ปีที่แล้ว คงไม่มีใครคาดคิดว่าโลกของเรากำลังมุ่งหน้าไปสู่สงครามเย็นระลอกใหม่ โดยที่คู่รบเปลี่ยนไปจากสหรัฐกับสหภาพโซเวียต มาเป็นสหรัฐกับจีน จากการใช้อาวุธห้ำหั่นกันมาสู่การทำสงครามการค้า เพื่อจะรื้อระเบียบโลกเดิมๆ

เมื่อ 2 มหาอำนาจรบกัน ประเทศเล็กๆ คงจะหลีกเลี่ยงไม่ให้ตัวเองถูกดึงเข้าไปในสนามรบ หรือวางตัวเป็นกลางได้ยาก และหนีไม่พ้นที่จะต้องเลือกข้าง ว่าจะอยู่กับจีนหรือสหรัฐ

1. การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) เมื่อวันที่ 23 เม.ย. ได้มีการเรียกร้องให้ยกเลิกหนี้จำนวน 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐให้กับบรรดาประเทศกำลังพัฒนา

2. องค์การสหประชาชาติ (UN) คาดว่าประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ต้องชำระหนี้คืนหรือรีไฟแนนซ์มูลค่ารวม 2.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในสิ้นปี 2021 นี่ยังไม่นับรวมเงินที่กู้ยืมมาใช้รับมือการแพ่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสและบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจอีกหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ

3. หนี้สินส่วนใหญ่ของบรรดาประเทศกำลังพัฒนามีเจ้าหนี้คนเดียวกันก็คือจีน ซึ่งมีทั้งภาครัฐและภาคเอกชนรุกเข้าไปให้กู้ยืมทั้งในแถบแอฟริกาและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยมักจะมีเงื่อนไขที่เข้มงวดและอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าเจ้าหนี้จากตะวันตก

4. ไมค์ คราโป ประธานคณะกรรมาธิการการธนาคาร ชัค กราสส์ลีย์ ประธานคณะกรรมาธิการการคลัง และวุฒิสมาชิกคนอื่นๆ ระบุในจดหมายถึง สตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และไมค์ พอมเพโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ให้สหรัฐสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้แก่บรรดาประเทศยากจนที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากทั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลง และค่าเงินดอลล่าร์ที่แข็งตัว   

5. อย่างไรก็ดี ในจดหมายระบุข้อแม้ว่า ประเทศที่จะปรับโครงสร้างหนี้ต้องเปิดเผยหนี้สินที่มีกับประเทศจีน รวมทั้งภาระผูกพันทางกฎหมายต่างๆ ภายใต้โครงการเส้นทางสายไหม Belt and Road  

6. จดหมายยังระบุต่อไปว่า มิเช่นนั้นอาจกลายเป็นว่าสหรัฐและประเทศตะวันตกอื่นๆ ปล่อยเงินกู้ให้กับสถาบันการเงินของจีน และส่งเสริมการทูตกับดักหนี้ของจีน (debt-trap diplomacy) หมายความสั้นๆ ว่า "ถ้าจะเป็หนี้กับเรา อย่าเป็นหนี้กับจีน"

7. อย่างไรก็ดี เดวิด เปอร์ดิว คณะกรรมาธิการการธนาคารอาวุโสเตือนว่า การกู้ยืมส่วนใหญ่จะมีการทำสัญญาการไม่เปิดเผยข้อมูล และราว 50% ของเงินที่จีนให้ประเทศกำลังพัฒนากู้ไม่มีการรายงาน หรือรวมอยู่ในฐานข้อมูลตามที่ธนาคารโลกกำหนด    

8. นอกจากนี้ จีนยังมีพฤติกรรมเป็นนักล่าลูกหนี้ ทั้งยังเรียกร้องหลักประกันมูลค่าสูง อันทำให้ห้เชื่อได้ว่าประเทศที่กู้ยืมอาจต้องเสียเงินในกองทุนการลงทุนของรัฐ (SWF) หรือทรัพย์สินมีค่าอย่างอื่น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการผ่อนผันหนี้กับจีน

9. สหรัฐต้องจับตาดูประเทศที่เป็นลูกหนี้จีนอย่างใกล้ชิด และควรสนับสนุนการเสนอปรับโครงสร้างหนี้แก่ประเทศเหล่านี้ตามความต้องการผ่านสถาบันการเงินที่มีสหรัฐเป็นแกนนำ อาทิ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก

10. ต่อไปนี้สหรัฐจะใช้อำนาจของตัวเองใน IMF เพื่อหมายหัวประเทศที่คิดจะกู้เงินจากจีน โดยในจดหมายยังบอกอีกว่า สหรัฐซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ IMF ควรกำหนดให้ประเทศใดก็ตามที่ขอความช่วยเหลือจาก IMF หรือกองทุนการเงินอื่นๆ เปิดเผยจำนวนหนี้และภาระผูกพันทางกฎหมาย รวมทั้งข้อสัญญาในโครงการ Belt and Road และหนี้จีน  

11. ในจดหมายฉบับก่อนหน้านี้ สหรัฐเคยเรียกร้องให้จีนเจรจาหนี้กับประเทศกำลังพัฒนาอีกครั้งโดยไม่มีเงื่อนไขทางการเมืองแลกเปลี่ยน (แต่สหรัฐกำลังต้องการให้มีเงื่อนไขว่าถ้าจะคบกับเรา ต้องไม่กู้เงินจีน) 

12. เมื่อสัปดาห์ที่แล้วกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด 20 ประเทศซึ่งมีจีนอยู่ด้วย และกลุ่มเจ้าหนี้ปารีสคลับ (Paris Club) ตกลงระงับการชำระหนี้ระดับทวิภาคีอย่างเป็นทางการให้บรรดาประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกไปจนถึงสิ้นปีนี้ โดยเจ้าหนี้เอกชนได้ให้ความเห็นชอบมาตรการดังกล่าวด้วยความสมัครใจ  

13. วิกฤตครั้งนี้ส่งผลกระทบกับประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเศรษฐกิจใหม่อย่างใหญ่หลวง และยังทำให้เกิดความวิตกว่าจะมีการการปรับโครงสร้างหนี้ครั้งใหญ่หลังการแพร่ระบาดสิ้นสุดลง  

14. จากนี้โลกจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มเหมือนสงครามเย็น คือประเทศที่รับความช่วยเหลือจากโลกตะวันตกนำโดยสหรัฐ และประเทศที่รับความช่วยเหลือจากจีน

15. แต่ข้อมูล ณ เดือน ก.พ.ที่ผ่านมาพบว่า สหรัฐเองเป็นหนี้จีนในรูปพันธบัตรจำนวน 1.09 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จากมูลค่าทั้งหมด 7.06ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 15.4%

16. หลังจากนี้สหรัฐอาจเปิดเกมโจมตีโครงการ Belt and Road ของจีนที่ซึ่งมีหลายประเทศเข้าร่วม รวมทั้งไทย และประเทศในอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย ลาว อินโดนีเซีย

ประเทศที่เข้าร่วมเหล่านี้คงพลอยโดนหางเลขไปด้วย

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน / จารุณี นาคสกุล