ผู้เชี่ยวชาญชี้อย่าให้ไวรัสไปถึงปอดโอกาสรอดมีน้อย
ไวรัสตัวนี้ทำลายร่างกายเราอย่างไร? ผู้เชี่ยวชาญมีคำตอบให้
ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ให้ข้อมูลกับสำนักข่าว Bloomberg ว่า โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่จะทำให้เกิดอาการไอเล็กๆ น้อยๆ ถ้ามันอยู่ในจมูกและลำคอ ซึ่งเป็นอาการของผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ แต่จะเริ่มเป็นอันตรายเมื่อถึงปอด
ตามรายงานร่วมขององค์การอนามัยโลก- จีน เมื่อถึงปอดแล้ว ผู้ป่วย 1 ใน 7 คนจะมีอาการหายใจลำบากและภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอื่นๆ ในขณะที่ 6% จะมีอาการวิกฤต ผู้ป่วยเหล่านี้มักประสบกับระบบทางเดินหายใจ ล้มเหลว และอวัยวะที่สำคัญอื่นๆ ล้มเหลว บางครั้งเกิดอาการช็อกจากการติดเชื้อ
Bruce Aylward ผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ผู้ร่วมภารกิจตรวจสอบข้อมูลจากผู้ป่วย 56,000 รายใน ประเทศจีนกล่าวว่า อาการป่วยจากระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง แล้วขยับไปถึงระดับรุนแรงสามารถเกิดขึ้นได้ อย่างรวดเร็วมาก
ประมาณ 10-15% ของผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรงจนถึงปานกลางจะมีอาการรุนแรงถึงขั้นรุนแรง และในกลุ่มนี้จะ มีประมาณ 15-20% ที่อาการพัฒนาไปสู่รตะดับความเสี่ยงสูงสุด ซึ่งได้แก่ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปและผู้ที่มีภาวะ สุขภาพก่อนแล้ว เช่น ความดันโลหิตสูง, เบาหวาน และโรคหลอดเลือดหัวใจ
Jeffery K. Taubenberger เป็นผู้ศึกษาการติดเชื้อไข้หวัดสเปน ซึ่งเป็นการระบาดที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งของโลก เขากล่าวว่า "ข้อมูลทางคลินิกแสดงให้เห็นรูปแบบของโรคที่ไม่เหมือนกันกับสิ่งที่เราเห็นในไข้หวัดใหญ่"
โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่จะแพร่กระจายผ่านการสัมผัสกับไวรัสที่ออกจากการไอ, จามหรือลมหายใจของผู้ติดเชื้อ
Taubenberger กล่าวว่า โดยทั่วไปการติดเชื้อจะเริ่มขึ้นที่จมูก เมื่อเข้าไปในร่างกายแล้วโคโรนาไวรัสจะบุกรุกเซลล์เยื่อบุผิวที่เรียงตัวและปกป้องระบบทางเดินหายใจ หากมีอยู่ในทางเดินหายใจส่วนบนก็มักจะส่งผลให้ เกิดอาการที่รุนแรงน้อยกว่า
แต่ถ้าไวรัสเดินลงหลอดลมไปตามสาขาของระบบทางเดินหายใจและเนื้อเยื่อปอด มันจะทำให้เกิดโรคใน ระยะที่รุนแรงมากขึ้น เป็นความเสียหายที่เกิดจากภาวะโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโดยตรง รวมถึงความเสียหายลำดับต่อมาที่เกิดจากการตอบสนองโดยภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อการติดเชื้อ
Taubenberger กล่าวว่า ร่างกายของเราจะพยายามซ่อมแซมความเสียหายในปอดทันทีที่เกิดความเสียหาย โดย เซลล์เม็ดเลือดขาวต่างๆ ที่มีหน้าที่่ทำลายเชื้อโรคและช่วยรักษาเนื้อเยื่อที่เสียหายจะทำงานเป็นกลุ่มแรก โดย ปกติแล้วหากมันทำงานตามปกติ อาการติดเชื้อจะหายภายในไม่กี่วัน
แต่ในการติดเชื้อบางกรณี ระบบภูมิคุ้มกันจะพยายามเยียวยาตัวเองมากเกินไปจนแทนที่จะเป็นการทำลายเชื้อ กลับกลายเป็นการทำลายร่างกายไปด้วย ทำให้เกิดเสียหายต่อเยื่อบุผิวหลอดลมและกลไกลที่ช่วยป้องกันสิ่ง แปลกปลอมที่จะเข้าสู่ปอดผ่านระบบทางเดินหายใจ
เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว เราจะป้องกันอะไรไม่ได้ เพราะร่างกายเราไม่มีความสามารถในการป้องกันสิ่งของจากทางเดินหายใจส่วนล่าง ซึ่งก็คือปอด ทำให้ปอดไม่มีเกราะป้องกันตัวเองจากเชื้อโรคที่มักจะอาศัยอยู่ในจมูกหรือคอ รวมถึงเชื้อโรคดื้อยาปฏิชีวนะที่ตกค้างในโรงพยาบาล
การติดเชื้อแบคทีเรียลำดับที่สองนั้นเป็นภัยคุกคามร้ายแรง เพราะมันสามารถฆ่าเซลล์ต้นกำเนิดในระบบทาง เดินหายใจที่สำคัญ หากไม่มีเซลล์ต้นกำเนิดเราจะไม่สามารถซ่อมแซมปอดของเราได้ และปอดที่ได้รับความ เสียหายนั้นอาจทำให้อวัยวะสำคัญขาดออกซิเจน ทำให้ไต ตับ สมอง และหัวใจบกพร่อง
David Morens ที่ปรึกษาอาวุโสทางวิทยาศาสตร์ของผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติของสหรัฐ กล่าวว่า เมื่อเราผ่านจุดนี้แล้วทุกอย่างจะล้มเหลวไปหมด เราแทบจะไม่สามารถกู้สถานการณ์ให้ดีขึ้นมาได้


