ถึงเวลานายกฯ ไทยต้องออกมาสูดฝุ่น PM2.5 ด้วยตัวเอง

วันที่ 21 ม.ค. 2563 เวลา 20:15 น.
ถึงเวลานายกฯ ไทยต้องออกมาสูดฝุ่น PM2.5 ด้วยตัวเอง
รัฐบาลนานาประเทศล้วนออกมาตรการต่อสู้กับฝุ่น PM 2.5 กันอย่างเอาจริงเอาจัง อาทิ เกาหลีใต้ เพียงฝุ่นเกินมาตรฐาน 2 วันติดกันผู้นำประเทศก็เรียกประชุมฉุกเฉินทันที

คนไทยต้องรับมือกับปัญหาฝุ่นขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 เป็นปีที่สองแล้ว และปีนี้ทำท่าว่าจะหนักหนาสาหัสกว่าเมื่อปีก่อน ซ้ำยังขยายไปตามต่างจังหวัดอีกหลายจังหวัด จนเรียกได้ว่าเจอฝุ่นกันแทบจะทั้งประเทศแล้ว วันนี้ (อังคารที่ 21 ม.ค. เวลา 17.00 น.) ค่าฝุ่นละอองแบบเรียลไทม์ของกรุงเทพอยู่ที่ 153 ระดับสีแดง ไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ

ในขณะที่ประชาชนส่วนหนึ่งต้องดิ้นรนหาหนทางป้องกันตัวเองทั้งสวมใส่หน้ากากอนามัย ทั้งซื้อเครื่องฟอกอากาศมาติดตั้งที่บ้าน แต่อีกส่วนหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นส่วนใหญ่ยังไม่สวมหน้ากากอนามัย รัฐบาลกลับยังนิ่งเฉย ไม่มีแผนรับมือไม่ว่าจะเป็นระยะสั้น หรือในระยะยาวอย่างมาตรการป้องกันแก้ไขไม่ให้สถานการณ์แย่ลงหรือกลับมาเยือนชาวไทยซ้ำในปีหน้า

และในขณะที่ค่าฝุ่นละอองของไทยเป็นสีแดงและส่อเค้าจะรุนแรงขึ้น รัฐบาลกลับปิดบังความจริงด้วยการส่งโฆษกรัฐบาลมาบอกไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก หนำซ้ำยังยืนยันว่าสถานการณ์ดีขึ้น ทั้งๆ ที่สถิติชี้ไปในทางตรงกันข้ามอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ โฆษกรัฐบาลยังแนะนำให้ประชาชนเชื่อข้อมูลในแอพพลิเคชั่น Air4Thai ที่พัฒนาโดยกรมควบคุมมลพิษเพื่อให้แสดงข้อมูลเฉลี่ยของฝุ่นละอองในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา แทนที่จะตรวจสอบจากดัชนี AQI ที่รายงานสภาพอากาศแบบเรียลไทม์

การได้รับข้อมูลฝุ่น PM 2.5 แบบเรียลไทม์จะช่วยให้ประชาชนวางแผนการทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น หากช่วงเช้าฝุ่นหนาแน่นไม่เหมาะกับการทำกิจกรรมนอกบ้าน อาจสลับการออกกำลังกายในตอนเช้าไปเป็นช่วงอื่นที่อากาศดีกว่า เป็นต้น

ในฐานะประชาชนคนหนึ่งอยากบอกรัฐบาลว่าการบอกความจริงไม่ได้ทำให้เกิดความแตกตื่นหรือตื่นตระหนก กลับกันความจริงจะทำให้คนไทยตระหนักว่าสถานการณ์ฝุ่นตอนนี้เป็นอันตรายต่อสุขภาพแล้ว ควรป้องกันตัวเองได้แล้ว แต่โฆษกรัฐบาลกลับบอกว่าสถานการณ์ดีขึ้น เลยกลายเป็นว่าคนเดินถนนส่วนใหญ่ไม่สวมหน้ากากอนามัย เพราะคิดว่าฝุ่นยังไม่รุนแรง

อย่างน้อยด้วยข้อมูลที่มีอยู่ในมือ รัฐบาลสามารถส่งข้อความเข้าสมาร์ทโฟนเตือนให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ฝุ่นสีแดงหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมนอกบ้านหรือสวมหน้ากากอนามัย

ยกตัวอย่างกรณีของเกาหลีใต้ เพียงแค่ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพเพียง 2 วันติดกันเมื่อช่วงต้นปีที่แล้ว รัฐบาลก็เรียกประชุมด่วนพร้อมออกมาตรการฉุกเฉินมาเป็นพรวน ในระยะสั้นคือประกาศเตือนให้ประชาชนอยู่ภายในอาคารบ้านเรือน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวและเด็ก และหากจำเป็นต้องออกนอกบ้านควรสวมหน้ากากอนามัย รวมทั้งส่งข้อความเตือนผ่านแอพพลิเคชั่น

การสื่อสารเบื้องต้นเช่นนี้จะทำให้ประชาชนได้รับรู้ว่ารัฐบาลใส่ใจกับสุขภาพความเป็นอยู่ของประชาชน ไม่ใช่เอาแต่นิ่งเฉย ปล่อยให้ประชาชนหาทางแก้กันเอง

ส่วนระยะยาวนั้นเกาหลีใต้ยังออกมาตรการตามมาอีกมากมาย อาทิ ประกาศภัยพิบัติทางสังคม (social disaster) เพื่อนำงบประมาณฉุกเฉินออกมาอุดหนุนการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศคุณภาพสูงในห้องเรียน และสนับสุนการใช้รถที่ใช้เชื้อเพลิงแอลพีจี

นอกจากนี้ ยังห้ามรถยนต์ที่ไม่จำเป็นขับเข้าถนนในกรุงโซลและเมืองใหญ่ๆ อีก 6 เมืองแบบวันเว้นวัน ห้ามรถยนต์ดีเซลรุ่นเก่าวิ่ง ปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน 6 แห่งภายในปี 2021 และหากฝุ่นหนาแน่นในระดับที่ “ควรระวัง” หรือ “อันตราย” ห้ามรถยนต์ของข้าราชการและพนักงานของสถาบันของรัฐขับเข้ากรุงโซลและเมืองหลัก เป็นต้น

เกาหลีใต้ยังนำเทคโนโลยีอย่างโดรนที่พัฒนาโดยสถาบันวิจัยเพื่อสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่ติดกล้องวิดีโอและเซ็นเซอร์ตรวจจับปริมาณฝุ่นและก๊าซที่โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยออกมา รวมทั้งบินตรวจวัดคุณภาพอากาศในบริเวณที่มีมลพิษ โดยเตรียมใช้ทั่วประเทศเร็วที่สุดราวต้นปีหน้า

ขณะที่รัฐบาลของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ประกาศสงครามกับฝุ่นอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2013 ไม่ว่าจะเป็นการลดมลพิษจากรถยนต์ เช่นการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการปล่อยมลพิษ ตรวจจับรถควันดำ กำหนดให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ที่จำหน่ายหลังเดือน ก.ค. 2021 ติดตั้งอุปกรณ์กรองเขม่าไอเสียในเครื่องยนต์ดีเซล (DPF) รวมทั้งการสั่งปิดโรงงานไฟฟ้าถ่านหินและขอความร่วมมือให้ประชาชนเปลี่ยนจากถ่านหินมาใช้ก๊าซธรรมชาติหรือไฟฟ้าในการทำความร้อนในฤดูหนาว

7 ปีผ่านไปมาตรการของจีนเริ่มเห็นผลชัดเจน จากรายงานของทางการจีน เมื่อปี 2019 ค่า PM 2.5 ในกรุงปักกิ่งลดลงถึงระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มตรวจวัดเมื่อปี 2013 จาก 89.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็น 42 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือลดลง 53%

ด้านกรุงลอนดอนของอังกฤษ รถยนต์ที่ปล่อยมลพิษและมีอายยุการใช้งานมานานจะต้องจ่ายเงินวันละ 12.50 ปอนด์ หรือราว 495.42 บาท หากขับเข้าไปในเขตใจกลางกรุงลอนดอน เพื่อเป็นค่าชดเชยที่สร้างมลพิษให้กับเมืองหลวง หากฝ่าฝืนจะถูกปรับ 160 ปอนด์ หรือราว 6,340.36 บาท

ส่วนกรุงปารีสของฝรั่งเศสห้ามรถยนต์วิ่งในวันอาทิตย์ตั้งแต่ 09.00-16.00 น. ในกรุงปารีสและสถานที่สำคัญ อาทิ ย่านช็องเซลิเซ ตามด้วยการปิดถนนบริเวณช็องเซลิเซระยะทาง 1.9 กิโลเมตรทุกๆ วันอาทิตย์แรกของเดือน ตามนโยบาย Paris Respire (ลมหายใจปารีส) ที่บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2016

ตรงข้ามกับรัฐบาลไทยที่ยังนั่งแก้ปัญหาอยู่บนหอคอยงาช้าง ความพยายามของรัฐบาลที่ย้ำว่าปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่น่ากังวลยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะคนในรัฐบาลที่นั่งทำงานในห้องแอร์เย็นฉ่ำ มีเงินเหลือเฟือจะซื้อเครื่องกรองอากาศไปไว้ที่บ้าน ไม่มีทางเข้าใจความเดือดร้อนของผู้คนที่ต้องใช้ชีวิตบนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นคนนั่งรถเมล์ควันดำที่รัฐบาลตรวจแล้วไม่พบเกินมาตรฐาน คนเดินถนน หรือพ่อค้าแม่ขายที่ต้องสูดเอาควันพิษเข้าปอดทุกวัน วันละหลายๆ ชั่วโมง

หากต้องการทราบสถานการณ์ฝุ่นควันที่แท้จริง นายกรัฐมนตรีหรือผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาลควรจะลงมาดูปัญหานี้ด้วยตัวเอง ลองใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาที่นั่งรถเมล์ฝ่ารถติดท่ามกลางอากาศร้อนไปทำงาน อย่างน้อยจะได้เข้าใจว่าคนส่วนใหญ่ต้องเผชิญฝุ่นกันอย่างไร

อีกอย่างหนึ่งคือเพื่อเป็นการแสดงภาวะความเป็นผู้นำและเป็นขวัญกำลังใจว่าผู้นำประเทศก็ให้ความสำคัญและใส่ใจปัญหาของประชาชน เพราะขณะนี้คนไทยสูญเสียความเชื่อมั่นในการรับมือฝุ่น PM 2.5 ไปแล้ว เนื่องจากยังไม่เห็นมาตรการแก้ปัญหาจากรัฐบาลเลย 

นอกจากนี้ หน้ากากอนามัยที่กันฝุ่น PM 2.5 ได้เริ่มขาดตลาดในบางร้าน ไม่ต่างจากปีที่แล้วที่ขาดตลาดลามไปถึงญี่ปุ่น เพราะคนไทยพากันไปเหมากลับมาใช้ ยังไม่ต้องพูดถึงว่าสำหรับบางคนราคาของอุปกรณ์ป้องกันชีวิตชิ้นนี้ยิ่งเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่ต้องจำกัดจำเขี่ยอยู่แล้ว

ไม่เพียงเท่านั้นในขณะที่รัฐบาลแทบทุกประเทศจะเตือนว่าให้เด็กและผู้ที่มีโรคประจำตัวหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมนอกบ้าน รวมทั้งสั่งให้โรงเรียนยกเลิกกิจกรรมกลางแจ้ง แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนผู้ว่าฯ กทม. กลับมีคำสั่งให้โรงเรียนใน กทม.ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีหลังเคารพธงชาติ ทั้งๆ ที่ขณะนี้นักเรียนในหลายโรงเรียนยังต้องเข้าแถวเคารพธงชาติกลางแจ้งตามปกติกลางฝุ่นที่ปกคลุมหนาทึบ

หากไม่มีการยกเลิกการเข้าแถวหน้าเสาธงกลางแจ้งชั่วคราว นั่นหมายความว่าลูกหลานของคนไทยต้องยืนสูดฝุ่นควันพิษนานขึ้น

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ Proceedings of the National Academy of Sciences พบว่าการได้รับมลพิษทางอากาศ รวมทั้งฝุ่น PM 2.5 มีผลต่อระบบความจำและสมาธิของเด็ก และจะส่งผลเสียต่อสมองของเด็กคนนั้นไปตลอดชีวิต

หากทางการมองว่ากิจกรรมหน้าเสาธงเพื่อแสดงความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์นี้จำเป็นอย่างยิ่งยวด อย่างน้อยก็ควรเปลี่ยนมาทำในร่มที่ปิดประตูหน้าต่างมิดชิด เพราะสุขภาพของคนรุ่นใหม่ที่จะเติบโตเป็นอนาคตของชาติก็สำคัญไม่แพ้กัน หากประชากรไม่มีคุณภาพ ชาติคงไม่อาจเจริญไปได้

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต