เปิดหลักฐานดัตช์ พระเจ้าตากสินไม่ได้หนีจากกรุงศรีแต่ไปตามคำสั่งพระเจ้าเอกทัศน์

วันที่ 28 ธ.ค. 2562 เวลา 15:39 น.
เปิดหลักฐานดัตช์ พระเจ้าตากสินไม่ได้หนีจากกรุงศรีแต่ไปตามคำสั่งพระเจ้าเอกทัศน์
เรารู้กันดีว่าก่อนที่จะเสียกรุงศรีอยุธยา "พระยาตาก" หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้รวบรวมไพร่พลจำนวน 1,000 นายเดินทางออกจากกรุงศรีอยุธยาเมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2309 หรือก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกประมาณ 3 เดือน

ใน พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีกล่าวถึงตอนนี้ไว้ว่า "ขณะเมื่อกรุงเทพมหานคร (กรุงศรีอยุธยา) ยังมิได้เสียนั้น พระเจ้าอยู่หัวอันมีอภินิหารนับในเนื้อหน่อพุทธางกูรเจ้า (สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) ตรัสทราบพระญาณว่า กรุงศรีอยุธยาจะเป็นอันตราย แต่เหตุที่อธิบดีเมืองและราษฎรมิเป็นธรรม จึงอุตสาหะด้วยกำลังกรุณาแก่สมณพราหมณาจารย์และบวรพุทธศาสนาจะเสื่อมศูนย์ จงชุมนุมพรรคพวกพลทหารจีนไทยประมาณพันหนึ่ง สรรพด้วยเครื่องศาสตราวุธประกอบด้วยทหารผู้ใหญ่นั้น ... ยกออกไปตั้ง ณวัดพิชัย ...ฝ่ากองทัพพะม่าออกมาเป็นเพลาย่ำฆ้องค่ำยามเสาร์ ได้รบกันกับพะม่า พะม่ามิอาจต่อต้านบารมีได้ถอยไป ก็ดำเนิรด้วยพลทหารโดยสวัสดิภาพไปทางบ้านเข้าเม่าก็บรรลุถึงบ้านสามบัณฑิต"

จากบันทึกตอนนี้จะเห็นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเล็งเห็นว่า "กรุงศรีอยุธยาจะเป็นอันตราย" คือจะเสียเมืองเพราะ "อธิบดีเมืองและราษฎรมิเป็นธรรม" หมายความว่าพระมหากษัตริย์และประชาชนมิได้มีคุณธรรม จึงทรงพากำลังไพร่พลยกหนีออกมาตั้งหลัก จากนั้นทรงรบตามรายทางทั้งพม่าและไทยด้วยกันเพื่อสร้างฐานที่มั่นของพระองค์เอง

คำถามก็คือทำไม "อธิบดีเมืองและราษฎรมิเป็นธรรม" เรื่องนี้อาจเกี่ยวกับแผนการรับศึกพม่าที่ไม่มีประสิทธิภาพ

ใน จดหมายความทรงจำ ของพระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี (เจ้าครอกวัดโพ) บันทึกไว้ว่า " กรุงเก่าพม่ายกมา ... ล้อมรอบเกาะเมืองอยู่กลาง พลในเมืองขึ้นหน้าที่ประจำช่องเสมาเมืองถึง 700,000 ประจุปืนทุกหน้าที่มิให้ยิงสู้ข้าศึก แผ่นดินต้น (สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) อยู่หน้าที่วัดแก้ว ได้ยิงสู้พม่าครั้งหนึ่ง ต้องคาดโทษมิให้ยิง ให้แจ้งศาลาก่อน พม่าล้อมไว้สามปี แผ่นดินต้นหนีออกจากเมืองกับผู้คนพรรค์พวก 500 มีปืนถือติดมือแต่ท่าน หนีข้ามฟากไปตวันออก ... หนีออกจากเมือง"

จากบันทึกนี้เราจะเห็นว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงทำหน้าที่รักษาเมืองและทรงยิงปืนต่อสู้กับพม่า แต่ราชสำนักมีคำสั่งห้ามยิง ต่อมาพระองค์จึงพาพรรคพวกนีออกจากเมืองไป ในบันทึกนี้ระบุว่ามีเพียง 500 คน และพระองค์มีเพียงปืนติดตัวไปเท่านั้น

มีเรื่องเล่ากันว่า พระเจ้าเอกทัศน์ทรงห้ามยิงปืนใหญ่เพราะพระสนมตกใจกลัว เรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเล่าให้ขุนนางฟังอยู่ใน "จดหมายหลวงอุดมสมบัติ" ว่าเป็นเพราะคนในกรุงศรีอยุธยายุคนั้นไม่รู้วิธีรบทัพจับศึกแล้วจึงใส่ดินปืนผิดเพี้ยนๆ พอใส่มากก็เสียงดังจนพระสนมนางในตกใจกันต้องเอาสำลีอุดหู พอใส่น้อยเกินไปปืนก็ยิงไม่ถึงค่ายพม่า

ทรงเล่าว่า "ครั้งพม่ายกเข้ามาทั้งค่ายอยู่วัดแม่นางปลื้มนั้น จะหาคนรู้วิชาปืนยิงปืนเป็นสู้รบกับพม่าก็ไม่มี สูญทแกล้วทหารเสียหมด รับสั่งสั่งให้เอาปืนปะขาวกวาดวัดขึ้นไปยิงสู้รบกันที่หัวรอ ต่างคนต่างก็ตกตื่นใจเอาสำลีจุกหู กลัวเสียงปืนจะดังเอาหูแตก ว่ากล่าวกันให้ใส่ดินแต่น้อย ครั้นใส่แต่น้อยกำหนดจะยิง ข้างน้ำข้างใน (หมายถึงพระสนมนางใน) ก็พากันร้องวุ่นวายเอาสำลีจุกหูไว้ กลัวหูจะแตก รับสั่งก็สั่งให้ผ่อนดินลงเสียให้น้อยลง จะยิงแล้วไม่ยิงเล่า แต่เวียนผ่อนลง ๆ ดินก็น้อยลงไปทุกที ครั้นเห็นว่า น้อยลงพอยิงได้แล้วก็ล่ามชนวนออกไปให้ไกลทีเดียว แต่ไกลอย่างนั้นคนยิงยังต้องเอาสำลีจุกหูไว้กลัวหูจะแตก ครั้นยิงเข้าเสียงปืนก็ดังพรูดออกไป ลูกปืนก็ตกลงน้ำหาถึงค่ายพม่าไม่"

บางคนจึงแต่งเรื่องเสริมไปว่าพระยาตากไม่พอใจที่ราชสำนักเหยาะแหยะกลัวกระทั่งเสียงปืนใหญ่ ทำให้ทำศึกไม่ถนัดเห็นทีจะต้องเสียกรุงเป็นแม่นมั่น จึงพาพรรคพวกหนีออกจากรุงไปตามเอาดาบหน้า แต่เรื่องนี้เจือไปด้วยเรื่องแต่งเสียมาก

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม พระยาตากได้ยกทัพหนีออกจากกรุง แต่คำว่า "หนี" นี้อาจไม่ถูกต้องนัก เพราะมีหลักฐานใหม่ระบุว่ามิได้ทรงหนี แต่เป็นเพราะพระเจ้าเอกทัศน์ต่างหากที่สั่งให้พระยาตากออกจากกรุงศรีอยุธยาไประดมคนมาช่วยสู้ศึกพม่า

ไม่กี่ปีมานี้ มีการเปิดเผยจดหมายที่พระยาพิพัฒน์โกษา ผู้ดำรงตำแหน่งพระยาคลัง (เทียบเท่ารับมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและพาณิชย์) ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ส่งไปถึงบริษัทอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ ที่เมืองบาตาเวีย (จาการ์ตา ประเทศอินโดนเซียในปัจจุบัน) เพื่อแแจ้งข่าวคราว และขอให้เริ่มการค้ากันอีกครั้ง

จดหมายฉบับนี้ให้ข้อมูลที่ต่างไปโดยสิ้นเชิงเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2309 ขณะที่พระยาตากยกทัพออกจากกรุงศรีฯ

โพสต์ทูเดย์เอ็กซ์คลูซีฟได้ทำการแปลจดหมายฉบับนี้และอธิบายไปพร้อมๆ กัน เพื่อเปิดมุมมองใหม่ด้านประวัติศาสตร์ เนื้อความจดหมายเริ่มต้นด้วยการเกริ่นว่า "จดหมายจาก (รักษาการ) พระคลัง พระยาพิพัฒน์โกษา ถึงรัฐบาลสูงสุดในบาตาเวีย 13 มกราคม พ.ศ. 2312" จากนั้นเนื้อความมีอยู่ว่า

"ด้วยเล็งเห็นว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมิตรภาพที่สนิทสนมและจริงใจอยู่ระหว่างอาณาจักรสยามกับบริษัทอันทรงเกียรติ ก่อนหน้า ฯพณฯ ยังส่งผู้แทนและคนรับใช้อื่นๆ มาที่สยามด้วย พวกเขาตั้งถิ่นอยู่อาศัยที่สยามและมีบ้านพักสร้างขึ้นเพื่อเก็บสินค้าต่างๆ ที่นำมาโดยเรือของบริษัท และชาวสยามได้ซื้อหาสินค้าเหล่านั้น อดีตพระคลังท่านก่อนๆ ก็ไม่ได้ละเลยที่จะส่งมอบสินค้าที่บริษัทสั่งมาเป็นประจำทุกปี"

อธิบาย - ความตอนนี้เอ่ยถึงหมู่บ้านของชาววิลันดา (ชาวฮอลันดา) ในกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นสถานีการค้าของชาววิลันดาหรือชาวดัตช์ ซึ่งได้รับพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระเอกาทศรถให้ตั้งสถานีการค้าแห่งแรก เมื่อพ.ศ. 2151 (ค.ศ. 1608)  แต่ชาวดัตช์ได้อพยพหนีออกจากกรุงศรีอยุธยาก่อนที่กรุงจะแตกไม่นาน และสถานีการค้าถูกเผาทำลายไปพร้อมกับกรุง

"นอกจากนี้ ข้าพเจ้ายังขอรายงานว่าเมื่อพม่าศัตรูของเรา ก่อสงครามกับสยาม กษัตริย์แห่งสยามได้ส่งขุนนางชื่อว่าพระยาตากไปยังเมืองจันทบูรเพื่อรวบรวมกำลังคนที่นั่นและนำคนมาช่วยเหลือสยาม (หมายถึงอยุธยา) แต่ภารกิจนี้ไม่สามารถบรรลุผลได้ทันการณ์และอาณาจักรสยามก็พ่ายแพ้โดยศัตรูดังกล่าว และกษัตริย์พร้อมกับพระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนางทั้งหมดและข้าแผ่นดินทั้งปวงถูกสังหารหรือต่างหนีไป ด้วยเหตุนี้ที่แผ่นดินสยามจึงถูกทำลายจนหมดสิ้น จนไม่มีผู้ใดมีสิทธิปกครอง เว้นแต่พระยาตากที่กล่าวมาข้างต้น"

อธิบาย - จากเนื้อความตอนนี้ทำให้เราทราบว่า ก่อนจะเสียกรุง กษัตริย์แห่งสยามคือพระเจ้าเอกทัศน์ได้ทรงส่งพระยาตากออกไปจากกรุงศรีอยุธยาที่ถูกปิดล้อมเอง โดยให้มุ่งหน้าไปยังเมืองจันทบูรหรือจันทบุรี ซึ่งเป็นหัวเมืองใหญ่ทางตะวันออกและเป็นเมืองท่าสำคัญทั้งยังไม่ถูกพม่ายึดครอง เพื่อที่จะระดมกำลังคนมาช่วยกอบกู้สถานการณ์ แต่ "แต่ภารกิจนี้ไม่สามารถบรรลุผลได้ทันการณ์" นั่นคือกรุงแตกเสียก่อน

"พระยาตากพร้อมด้วยกำลังคนจำนวนหนึ่งยกทัพเข้ามาเมือง (ซึ่งถูกไฟไหม้และถูกปล้นโดยศัตรูแล้วละทิ้งไป) ซึ่งทุกคนที่หนีเข้าป่าต่างกลับมาเข้าร่วมกับท่าน พร้อมกับเลือกและยอมรับว่าท่านเป็นเจ้านายและผู้ปกครองของพวกเขา ดินแดนนี้จึงกลับมาคืนสู่สภาพปกติอีกครั้ง และที่จริงแล้วรุ่งเรืองยิ่งกว่าเดิม ตอนนี้มีเรือสำเภาและเรือค้าอื่นๆ มาเยือนมากกว่าแต่ก่อน ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขอให้ ฯพณฯ สร้างคลังของบริษัทที่นี่ (ในธนบุรี) เพื่อรับรองผู้แทนบริษัทด้วยคนรับใช้หลายคน เพื่อทำการค้าขายเเหมือนดังแต่ก่อน พร้อมกับว่าสัญญาว่าทุกอย่างที่บริษัทต้องการ ข้าพเจ้าจะสั่งคนของพระคลังให้จัดหาให้โดยไม่มีบิดพริ้ว"

อธิบาย -  ในตอนนี้ เล่าถึงตอนที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงยกทัพกลับไปที่กรุงศรีอยุธยา ราษฎรที่หลบหนีตามป่าก็กลับเข้ามาสวามิภักดิ์กับพระองค์ เนื้อความตอนนี้มีจุดที่น่าสนใจอยู่ตรงที่บอกว่า "พร้อมกับเลือกและยอมรับว่าท่านเป็นเจ้านายและผู้ปกครอง" เพื่อให้แน่ใจเราจึงตรวจเนื้อความจดหมายในภาษาดัตช์ซึ่งใช้คำว่า gekozen en erkend (เลือกและยอมรับ) จริงๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่แปลกและน่าสนใจมาก เพราะภารกิจตั้งตัวเป็นเจ้าไม่จำเป็นจะต้องผ่านการเลือกหรือการยอมรับ แต่พระคลังของสยามใช้คำนี้ เพราะอาจต้องการย้ำว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ชอบธรรม เพราะประชาชนเลือกเองและยอมรับท่านเอง มิได้บังคับขู่เข็ญอย่างเผด็จการ

"ครานี้เห็นว่าอาวุธปืนทั้งหลายไม่ว่าชนิดไหนต่างก็ถูกข้าศึกขนย้ายอกไปจนหมด ข้าพเจ้าเห็นว่าเราต้องการปืนคาบศิลาคุณภาพดีสัก 1,000 กระบอกเพื่อป้องกันกรณีที่จะเกิดขึ้นซ้ำรอย ข้าพเจ้าและขุนนางทุกคนขอวอนต่อ ฯพณฯ ด้วยมิตรภาพอันดีที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ โปรดส่งสิ่งเหล่านี้มาพร้อมกันเมื่อเรือมุ่งหน้ากลับมายังทิศทางเดิมพร้อมด้วยสินค้าในราคาที่คล้ายกันมาก่อน"

อธิบาย - เนื้อความตอนนี้เป็นการขอร้องให้ทางบริษัทอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ หรือ VOC ช่วยขายอาวุธปืนให้ทางธนบุรี ส่วน "ฯพณฯ" ในที่นี้หมายถึงผู้บริหารของบริษัทที่บาตาเวีย

"นอกจากนี้เนื่องจากอาณาจักรสยามและฮอลแลนด์เป็นมิตรที่เก่าแก่ยิ่งนัก ข้าพเจ้าจึงขอให้ ฯพณฯ กรุณาส่งสำเนา (จดหมาย) นี้ให้กับสมเด็จเจ้าชายแห่งออเรนจ์และนัสเซาและขอให้พระองค์แต่งตั้งตัวแทนบริษัทอีกครั้งเพื่อดำเนินการค้าบนพื้นฐานเดิมโดยเห็นว่ามิตรภาพยังคงเหมือนเดิมดังเมื่อก่อน หวังว่าไมตรีนี้จะยืนยาวนานและสมเด็จเจ้าชายทรงมีพระชนมายุยั่งยืนนาน"

อธิบาย - สมเด็จเจ้าชายแห่งออเรนจ์และนัสเซาที่จดหมายนี้เอ่ยถึง คือ Prince of Orange ผู้ดำรงตำแหน่งพระประมุขแห่งประเทศฮอลแลนด์หรือ Stadtholder ในช่วงเวลานั้นตรงกับรัชกาลของเจ้าชายวิลเลียมที่ 5 สมเด็จเจ้าชายแห่งออเรนจ์ ในเวลานั้นฮอลแลนด์ทำสงครามต่อต้านการปฏิวัติฝรั่งเศสทำให้การเมืองในประเทศวุ่นวายอย่างมาก แต่บริษัท VOC ที่เมืองบาตาเวียอยู่ไกลเกินกว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

"สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าได้จัดหางาช้างที่ดีที่สุดสองหาบ ประกอบด้วยหาบหนึ่งมีสี่งาและอีกหาบหนึ่งมีห้างา สิ่งเหล่านี้ข้าพเจ้ามอบหมายให้จีนเฮ็ง ต้นหนชาวจีนเพื่อมอบให้กับ ฯพณฯ / วันศุกร์ที่ 13 ของเดือนที่ 3 ในปีชวด"

อธิบาย - พระคลังต้องการให้บริษัท VOC กลับมาตั้งสถานีการค้าและส่วตัวแทนมายังสยามอีกครั้ง แต่บริษัทวิลันดามิได้กลับมาตั้งห้างตามคำขออีก กรุงธนบุรีจึงต้องทำการค้ากับจีนเป็นหลัก

แต่สำหรับนักประวัติศาสตร์ ความสำคัญของจดหมายฉบับนี้ไม่ได้อยู่ที่การติดต่อทางการค้า หากอยู่การยืนยันว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงออกจากรุงศรีอยุธยา เพื่อทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าเอกทัศน์ มิได้ละทิ้งเมืองโดยพลการแต่อย่างใด

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล / Post Today

อ้างอิง

Dhiravat na Pombejra, “Letter from the acting Phrakhlang Phya Phiphat Kosa in Siam to the Supreme Government in Batavia, 13 January 1769, and the answer from Batavia, 29 May 1769”. In: Harta Karun. Hidden Treasures on Indonesian and Asian-European History from the VOC Archives in Jakarta, document 28. Jakarta: Arsip Nasional Republik Indonesia, 2016.