เดโมแครตจะถอดถอนทรัมป์ไปทำไม ในเมื่อปีหน้าก็เลือกตั้งแล้ว

วันที่ 02 พ.ย. 2562 เวลา 16:00 น.
เดโมแครตจะถอดถอนทรัมป์ไปทำไม ในเมื่อปีหน้าก็เลือกตั้งแล้ว
โดย ... ชยพล พลวัฒน์ ข่าวต่างประเทศ Posttoday Exclusive

เมื่อวันที่ 31 ต.ค. สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ซึ่งพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างนั้น มีมติด้วยคะแนน 232 ต่อ 196 อนุมัติให้มีการเปิดไต่สวนอย่างเป็นทางการเพื่อนำไปสู่ญัตติถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากตำแหน่ง

ชนวนเหตุที่เดโมแครตเดินหน้าอิมพิชเมนต์ คือกรณีที่พบหลักฐานซึ่งเชื่อได้ว่าทรัมป์อาจใช้อำนาจในฐานะประธานาธิบดี กดดันผู้นำต่างชาติ ซึ่งก็คือประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน หาทางเช็คบิลนายฮันเตอร์ ไบเดน บุตรชายนายโจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ และเป็นคู่ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในศึกเลือกตั้งปี 2020 เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางทหารและเศรษฐกิจที่สหรัฐจะมอบให้ยูเครน

เดโมแครตตั้งคำถามว่า หากทรัมป์เกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าวจริง อาจเข่าข่ายทำผิดต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐ

ทันทีที่สภาล่างคองเกรสลงมติ ทรัมป์ได้ทวิตข้อความโจมตีว่า "นี่เป็นการล่าแม่มดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกัน"

 

ขั้นตอนหลังจากนี้คือคณะกรรมาธิการชุดต่างๆของคองเกรสจะเชิญ บุคคลที่เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวมาสอปปากคำ ไต่สวน หรือให้ข้อมูลซึ่งกระบวนการทั้งหมดจะเปิดเผยต่อสาธาณะ ซึ่งบุคคลต่อไปที่ถึงคิวจะขึ้นให้การต่อคณะกรรมาธิการคองเกรสคือนายจอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาความมั่นของทรัมป์ ซึ่งถูกทรัมป์ไล่ออกจากตำแหน่งเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

การตรวจสอบดำเนินไปตามขึ้นตอน ... ทรัมป์จะมีมูลความผิดจริงหรือไม่ ก็เป็นไปตามกระบวนการหลังจากนี้ เราจะได้รู้กัน

แต่ที่บอกว่าเป็นการยากที่เดโมแครตเนื่องจากว่า หากสภาผ่านขั้นตอนกระบวนการตรวจไต่สวนตรวจสอบจนชัดเจนแล้ว จะมีน้ำหนักพอให้ฝ่ายนิติบัญญัติลงมติถอดถอนประธานาธิบดีได้หรือไม่

กระบวนการอิมพีชเมนต์มีขั้นตอนอย่างไร

กระบวนการถอดถอนประกอบด้วย 2 ขั้นตอนหลักๆคือ เมื่อสภาผู้แทนฯสหรัญเชื่อว่าประธานาธิบดีผิดจริง หรือมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าทำผิดจริง ไม่ว่าจะทั้งการเข้าข่ายการกบฏ, ติดสินบน, อาชญากรรมร้ายแรง หรือความผิดทางอาญาอื่นๆ พวกเขาจะเริ่มต้นการฟ้องร้องประธานาธิบดี กระบวนการไต่สวนอย่างเป็นทางการจะตามมา (ขณะนี้คองเกรสอยู่ในขั้นตอนนี้)

เมื่อเชื่อว่าปธน.ผิดจริงฝ่ายนิติบัญญัติจะทำการร่างหนังสือถอดถอนไปยังสภา สภาผู้แทนฯจะทำการโหวตรอบแรกโดยใช้เสียงส่วนมากตัดสิน หากสภาผู้แทนฯมีเสียงข้างมากให้ประธานาธิบดีเข้าข่ายถูกถอดถอน กระบวนการพิจารณาคดีจะเริ่มต้นขึ้นโดยฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่เป็นโจทก์ฟ้องประธานาธิบดี ด้านประธานาธิบดีสามารถใช้ทนายสู้คดีได้ ขั้นตอนนี้ทั้งสภาและจำเลย(ประธานาธิบดี) จะงัดหลักฐานทุกอย่างและข้อโต้แย้งสู้ดคีกัน ก่อนที่สภาจะทำการโหวตรอบสองและต้องได้คะแนนเสียงมากกว่า 2 ใน 3 ประธานาธิบดีจึงจะถูกถอดถอน

 

แนนซี่ เปโลซี่ ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ

วุฒิสมาชิกของสภาสหรัฐชุดปัจจุบันประกอบด้วย 53 เสียงจากรีพับลิกกัน 45 เสียงจากแดโมเครต และอีก 2 เสียงจากส.ว.อิสระ นั้นหมายความว่าวุฒิสภาซึ่งมีพรรครีพับลิกกันครองเสียงข้างมาก จะต้องลงคะแนนเสียงให้ได้อย่างน้อย 67 เสียง ซึ่งนั้นหมายถึงจะต้องมี "ส.ว.งูเห่า" ฝั่งรีพับลิกกันอย่างน้อย 20 เสียง โหวตถอดถอนทรัมป์

ซึ่งหากถึงขั้นตอนนี้ ไม่มีใครรู้ว่าส.ว.รีพับลิกกันจะหักหลังทรัมป์ด้วยการโหวตสวนทางพรรคหรือไม่ .. (แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้เพราะมี ส.ว.ดาวเด่นของรีพับลิกกันหลายคนไม่ชอบทรัมป์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว)

แล้วเดโมแครตจะเดินหน้าถอดถอนทรัมป์ทำไม ในเมื่อปีหน้า (2020) สหรัฐจะต้องเลือกตั้งประธานาธิบดีอยู่แล้ว?

ปัจจุบันเดโมแครตมีผู้สมัครชิงตำแหน่งปธน.2020 ถึง 17 คน แม้จะลดลงจากเดิมซึ่งมีอยู่ 27 คน เนื่องจากประกาศถอนตัวไปก่อนหน้านี้

แต่เชื่อหรือไม่ว่าในบรรดาผู้สมัครเดโมแครตทั้งหมด ทรัมป์บอกผมไม่กลัวใครเลย (เว้นเสียแต่คนเดียว คือ โจเซฟ ไบเดน หรืออดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน) นักวิเคราะห์การเมืองอเมริกันทุกฝ่ายมองตรงกันว่า โจ ไบเดน นี่แหละคือ "คู่ชก" ในศึกเลือกตั้ง 2020 ตัวจริงของทรัมป์

 

อดีตรองประธานาธิบดี โจ ไบเดน

เกมส์นี้แท้จริงคือการงัดข้อของสองพรรคใหญ่

ทรัมป์พยายามเล่นเกมส์สกัดขาคู่แข่งเลือกตั้งด้วยการอ้างว่าบุตรชายไบเดน เอี่ยวคอรัปชั่นในยูเครน เช่นเดียวกับเลือกตั้งในปี 2016 ทรัมป์ก็ได้ใช้เกมส์เดียวกันนี้กับ ฮิลลารี่ คลินตัน คู่แข่งเลือกตั้งที่ใครๆก็เชื่อว่าทรัมป์ไม่มีวันชนะเลือกตั้ง

การพ่ายแพ้ของเดโมแครตครั้งนั้น ทำให้มาคราวนี้เดโมแครตรู้ดีกว่าหากจะเล่นงานทรัมป์ ต้องใช้เกมส์แรง เดโมแครตจะไม่ยอมทรัมป์เดินหมากอยู่ฝ่ายเดียวแน่นอน ดังนั้นการเดินหน้ากระบวนการถอดถอน แม้เดโมแครตอาจจะรู้อยู่แก่ใจว่ายังไงเสีย ก็ไม่อาจถอดถอนทรัมป์ได้สำเร็จ แต่ก็ยังดีไม่ทำอะไรเลยและปล่อยให้ศัตรูกระทำอยู่ฝ่ายเดียว

ผลสำรวจของสำนักข่าววอชิงตันโพสต์ และเอบีซี ชี้ว่าร้อยละ 49% ของชาวอเมริกันต้องการให้ทรัมป์พ้นจากทำเนียบขาว ขณะร้อยละ 47% บอกว่าไม่ต้องการอิมพีชเมนต์ 

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้มีรายงานจากสื่อสหรัฐหลายสำนักที่ชี้ตรงกันว่าคะแนนนิยมในตัวปธน.ทรัมป์กำลังลดลง 

ยังไม่ชัดเจนว่าระยะเวลาของกระบวนการอิมพิชเมนต์ทั้งหมดจะดำเนินไปสิ้นสุดที่ตรงจุดไหนแต่ทว่าการกระชับแนวรบของเดโมแครตในครั้งนี้ผลจะเป็นเช่นไร โลกจะได้รู้กันในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่กำลังจะขึ้นในวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2020