นายพลสหรัฐตบเท้า วิจารณ์ทรัมป์

วันที่ 23 ต.ค. 2562 เวลา 15:10 น.
นายพลสหรัฐตบเท้า วิจารณ์ทรัมป์
อดีตนายพลกองทัพสหรัฐหลายคน รวมถึงอดีตรมว.กลาโหม ออกมาวิจารณ์ประธานาธิบดีทรัมป์

ย้อนไปเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่งานเลี้ยงอาหารค่ำประจำปีมูลนิธิอัลเฟรด อี สมิธ นครนิวยอร์ก นายเจมส์ แมตทิส พลเอกแห่งนาวิกโยธินสหรัฐ และอดีตรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ผู้ซึ่งถูกประธานาธิบดีทรัมป์ปลดจากตำแหน่ง เหตุเพราะมีความคิดเห็นหลายอย่างไม่ตรงกัน โดยนายแมตทิสได้กล่าวถึงประธานาธิบดีทรัมป์ในเชิงประชดประชันในงานเลี้ยงอาหารค่ำดังกล่าวว่า "ผมไม่ใช่แค่นายพลที่ถูกประเมินค่าสูงไป แต่ผมยังเป็นนายพลที่เยี่ยมที่สุดในโลก และผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับการกล่าวเช่นนั้นโดยโดนัลด์ ทรัมป์ เพราะเขาเองก็เรียกเมอร์รีล สตรีฟ ว่าเป็นนักแสดงที่ถูกประเมินค่าสูงไป ดังนั้นผมจึงเหมือน"นายพลเมอร์รีลสตรีฟ"

ก่อนหน้านี้ที่ประธานาธิบดีทรัมป์แต่งตั้งแมตทิส เขาได้ยกย่องแมตทิสประหนึ่งวีรบุรุษสงคราม แต่เมื่อปลดแมตทิสออกจากตำแหน่ง กลับวิจารณ์ว่าเป็นแค่นายพลที่ถูก"ให้ราคาสูงเกินไป"

 

เจมส์ แมตทิส

นี่เป็นเพียงหนึ่งในนายทหารระดับสี่ดาวของกองทัพสหรัฐที่ออกมากล่าววิจารณ์ในตัวประธานาธิบดีทรัมป์ .. สหรัฐในยุคปัจจุบันแทบไม่เคยเห็นบรรดานายพลในกองทัพออกมาวิจารณ์ตัวผู้นำรัฐบาลต่อสาธารณะมากเท่าสมัยทรัมป์อีกแล้ว

ก่อนหน้านี้ ในเดือนตุลาคม พลเรือเอก วิลเลียม เอช แมคราเวน นายพลเกษียณผู้ซึ่งได้รับการยกย่องอย่างสูงในกองทัพ และเป็นหนึ่งในผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติการพิเศษของกองทัพสหรัฐในภารกิจสังหารบินลาเดน ก็ได้ให้สัมภาษณ์กับนิวยอร์กไทม์ วิจารณ์ถึงตัวประธานาธิบดีทรัมป์เช่นกันว่า "เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้เข้าร่วมงานรำลึกซึ่งทำให้ผมคิดว่าทำไมเราต้องห่วงใยประเทศนี้ และทำไมอนาคตของเราถึงต้องตกอยู่ในอันตราย ทุกวันนี้อเมริกาเชื่อว่าเราถูกโจมตีจากภายนอก แต่ปัจจุบันไม่ใช่ มันมาจากภายใน"

 

ในเดือนตุลาคมเดียวกันนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่สถานการณ์ในซีเรียปะทุขึ้นอีกครั้ง พลเอกจอห์น อัลเลน อดีตผู้บัญชาการกองกำลังอเมริกันในอัฟกานิสถาน ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นถึงสถานการณ์ในซีเรียว่า เหตุการณ์ที่สหรัฐถอนกำลังจากซีเรียนั้น คาดการณ์ได้ไม่ยาก เพราะทรัมป์ทำตามสัญชาติญาณของตัวเอง อีกทั้งทรัมป์ยังวางตัวคนใกล้ชิดไว้ทั่วทำเนียบแล้ว

กรณีซีเรียยังไม่จบแค่นั้น เมื่อพลเอกโจเซฟ โวเทล อดีตผู้บัญชาการศูนย์ CENTCOM ซึ่งมีส่วนในปฏิบัติการปราบปรามกลุ่มไอซิส ได้วิจารณ์ทรัมป์เช่นกันว่า"การละทิ้งภารกิจต่อสู้กับไอซิส ที่เคยทำมาเป็นเวลาห้าปีและจะสร้างความเสียหายอย่างมากต่อความน่าเชื่อถือของอเมริกา ในการต่อสู้ในอนาคตที่เราต้องการพันธมิตรที่แข็งแกร่ง" เช่นเดียวกับปีก่อนที่ พลเอก สแตนลี่ย์ แมคคริสตัล นายพลสี่ดาวเกษียณของกองทัพบกสหรัฐ ได้วิจารณ์ทรัมป์อย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นคนเลวทรามที่ผิดศีลธรรม

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่บรรดานายพลในกองทัพสหรัฐหลายรายออกมาวิจารณ์ในตัวประธานาธิบดีอย่างโจงแจ้ง (แม้ว่าอาจมีบ้างที่บรรดานายทหารจะวิจารณ์ผู้นำแต่ก็ไม่ออกมากล่าวในที่สาธารณะเนื่องจากเป็นมารยาทต่อฝ่ายบริหาร) สิ่งเหล่านี้สะท้อนความน่าเชื่อถือของตัวผู้นำและคณะบริหารทรัมป์ และอาจส่งผลกระทบโดยเฉพาะสำหรับตัวทรัมป์เองที่เขาประกาศลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2020 อีกสมัย